วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561

วิธีรักษาสิวที่เป็นซ้ำซากให้หายใน 30 วัน ไม่กลับมาเป็นอีก

สิว เป็นปัญหาอย่างหนึ่งที่ไม่ว่าใครก็ตาม ชาย หญิง อายุน้อยหรือมากต้องพบเจอกับปัญหาการเกิดสิวขึ้นบนใบหน้าอย่างแน่นอน ไม่เพียงเท่านั้นหลังจากสิวหายยังจะทิ้งรอยดำและรอยแดงบนใบหน้าที่น่าถนุถนอมของเราอีกด้วย ดังนั้นในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจใหม่กับปัญหาของสิว ก่อนที่เราจะเรียนรู้ว่าจะกำจัดเจ้าตัวเจ้าปัญหาออกจากใบหน้าของเราได้อย่างไร และไม่ให้ใบหน้าเรากลับมาเป็นสิวซ้ำๆซากๆอีก เราจึงต้องทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่ก่อให้เกิดสิวกันก่อน

สาเหตุของการเกิดสิว

ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่คงไม่มีใครรอดความร้ายกาจของสิวได้ ที่ต้องขึ้นมาตามใบหน้าของเราอย่างไม่ทันตั้งตัว เนื่องด้วยฮอร์โมนแอนโดรเจนที่มีหน้าที่ควบคุมการสร้างน้ำมันเกิดการแกว่งตัวอย่างรุนแรง ต่อมาคือการรักษาความสะอาดบนใบหน้า ในการใช้ชีวิตประจำวันแต่ละวันไม่ว่าจะเป็นการ จับ ลูบ แคะ แกะ จนทำให้ผิวเกิดการอักเสบจนเป็นสาเหตุของการเกิดสิว และไม่ได้ทำการรักษาสิวอย่างถูกวิธี ทำให้มีสิวตกค้างอยู่ภายใต้ผิวหนังและเป็นสาเหตุหลักที่เกิดสิวเมื่อมีการกระตุ้นจากปัจจัยที่ได้บอกไปทำให้สิวไม่หายขาดไปจากใบหน้าซะที

วิธีรักษาสิวบนใบหน้า

ปัญหาการเกิดสิวนั้นเกิดขึ้นจากทั้งปัจจัยทั้งภายในและภายนอก การรักษาสิวที่เกิดจากปัจจัยภายในเช่น ไม่เครียดจนเกินไป พักผ่อนให้เพียงพอ หรือทานอาหารที่เป็นประโยชน์ และ การรักษาสิวที่เกิดจากปัจจัยภายนอกจึงสามารถทำได้โดยเลือกการใช้ครีม หรือ โฟมล้างหน้าที่เหมาะกับธรรมชาติผิวของเรา

การเลือกครีมลดสิวที่เหมาะกับสภาพผิวของใบหน้า

ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ในตลาดมีครีมมากมาย แต่สงสัยหรือไม่ ทำไมหลังจากใช้ครีมพวกนี้แล้ว สิวก็ยังวนเวียนอยู่บนหน้าเราไม่หายขาดสักที ดังนั้นการที่จะเลือกสินค้าที่จะมาใช้บนผิวหน้าเราก็ควรจะคำนึงถึงความสำคัญและคุณภาพของตัวผู้ผลิตและดูว่าเหมาะกับสภาพผิวของเราจริงๆ หรือไม่ โดยเฉพาะผิวเป็นสิวง่ายที่ผิวมีความ Sensitive กว่าคนทั่วไป จึงจำเป็นต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ไม่ทำระคายเคืองผิว นอกจากนี้อีกปัจจัยคือเลือกครีมที่เข้าไปลดเชื้อ p.Acnes ที่เป็นต้นเหตุของการเกิดสิว เพราะครีมทั่วไปอาจจะเข้าไปลดอาการเป็นบางช่วง ไม่ได้เข้าไปกำจัดต้นเหตุของสิว สิวจึงเกิดซ้ำๆ ไม่มีวันจบ

วิธีดูแลรักษาเพื่อลดรอยที่เกิดจากสิว

ปัญหาหลักๆ เลยที่ผู้เป็นสิวเจอกันคือมักเกิดรอยดำหรือรอยแดงทิ้งไว้บนหน้าเรา โดยครีมหรือผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยลดรอยแดง รอยดำ และลดโอกาสที่สิวจะกลับมาเกิดบนใบหน้าเราอีกค่อนข้างมีตัวเลือกน้อย แถมครีมทั่วไปที่มีสาร whitening ที่มีความเข้มข้นสูงในการผลัดผิว ทำให้ผิวเป็นสิวง่ายเกิดการระคายเคือง จนกลายเป็นสิวเห่อมากกว่าเดิมอีก คงจะดีกว่าถ้ามีครีมที่สามารถลดสิวและช่วยให้ผิวขาวกระจ่างใสทั่วใบหน้าไปพร้อมๆกันแบบไม่ต้องกลัวว่าสิวจะกลับมาอีก

แล้วผลิตภัณฑ์ตัวไหนล่ะ ที่จะช่วยลดสิวและรอยสิวในคราวเดียว?

หลังจากที่เรารู้วิธีการรักษาสิวและรอยสิวแล้ว ทำให้นึกถึง Eucerin DemoPURIFYER Day Mat Whitening ที่มีนวัตกรรมพิเศษเฉพาะ ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งลดสิวและรอยสิวในคราวเดียวกันด้วยสารสำคัญอย่าง Licochalcone ที่สกัดจากธรรมชาติช่วยลดการระคายในชั้นผิว การเกิดสิวอุดตันจากเชื้อสิว P.Acnes ที่เป็นต้นตอของการเกิดสิว รวมถึง Natural White Active ที่สกัดจากธรรมชาติอ่อนโยนต่อผิวหน้าเพิ่มความกระจ่างใส โดยผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถลดสิว รอยดำ รอยแดงที่เกิดจากสิวทำให้ผิวเราดูสว่างใส หน้าใสไร้สิวในระยะเวลาที่สั้นกว่าหรือภายใน 30 วัน หากเทียบกับผลิตภัณฑ์ในตลาดอื่นๆ
 Eucerin (ยูเซอริน) เป็นอีกหนึ่งครีมลดสิวแนะนำเพราะอย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่าธรรมชาติของผิวเราแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกันดังนั้นการเลือกครีมที่ถูกออกแบบมาสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายก็จะช่วยลดปัญหาที่จะต้องนั่งกังวลว่าจะเกิดอาการแพ้หรือไม่ อีกทั้งไม่ระคายผิวด้วยสารสกัดธรรมชาติตามที่บอกไปเบื้องต้น และยังมี SPF 30 ในตัวเหมาะกับการทาเป็นครีมบำรุงตอนกลางวันได้ดี ไม่ต้องไปหาครีมกันแดดเพิ่ม ซึ่งเป็นอีก 1 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดสิวตามมาได้อีก
ปัสสาวะเล็ด กับวิธีแก้ไขปัญหาที่กวนใจผู้หญิงอย่างเรา

อาการปัสสาวะเล็ดเป็นอย่างไร ?

การกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ถือเป็นความปกติในการขับถ่ายปัสสาวะ เป็นอาการที่พบบ่อยกับผู้หญิงที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป เมื่อเวลาที่สาว ๆ เหล่านี้หัวเราะ ไอ หรือว่าจามแรง ๆ ก็จะต้องคอยขมิบบีบไว้ไม่ให้ปัสสาวะเล็ดลอดออกมาเปื้อนเปรอะกางเกงชั้นใน อาการเหล่านี้มักจะทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่รู้สึกไม่สบายตัวและสร้างความรำคาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ต้องเดินทางออกไปนอกสถานที่และต้องคอยหาห้องน้ำเข้าอยู่บ่อย ๆ แต่ไม่ต้องเป็นกังวลไปเพราะอาการนี้ไม่ได้เป็นอาการอะไรที่รุนแรงหรืออาจเป็นแค่การแสดงออกของโรคชั่วคราว หากได้รับการรักษาก็สามารถกลับสู่สภาพปกติได้

อาการปัสสาวะเล็ดกระทบต่อชีวิตประจำวัน

ปัจจุบันมีผู้หญิงจำนวนมากถึง 20% ที่มีอาการปัสสาวะเล็ดเมื่อทำกิจกรรมประจำวันต่าง ๆ เช่น ไอ จาม หัวเราะ หรือออกกำลังกาย ซึ่งจะทำให้สาว ๆมีคุณภาพชีวิตประจำวันที่แย่ลงอย่างเห็นได้ชัดเจน ทั้งในแง่ของการทำกิจวัตรประจำวันนอกบ้าน อารมณ์ และความรู้สึกกลัวหรือกังวลว่าเวลาปวดปัสสาวะจะเข้าห้องน้ำไม่ทันและมีปัสสาวะเล็ดออกมา จึงทำให้ผู้หญิงเหล่านี้ขาดความมั่นใจและไม่กล้าออกไปพบปะผู้คนเพราะอายที่ตนมีอาการนี้อยู่

การกักเก็บและการกลั้นปัสสาวะ

การกักเก็บ กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะจะคลายตัวและขยายตัวออกไปเพื่อรองรับน้ำปัสสาวะ ร่างกายของเราจะรู้สึกว่าต้องมีการขับปัสสาวะและหูรูดจะคลายตัวเพื่อขับปัสสาวะออกมา โดยส่วนใหญ่ร่างกายจะขับออกมาประมาณ 4-8 ครั้ง ในช่วงกลางวัน และอีก 1-2 ครั้งในช่วงเวลากลางคืน
การกลั้นปัสสาวะ ส่วนใหญ่เกิดจากการที่กล้ามเนื้อบริเวณเนื้อเยื่อกระเพาะปัสสาวะตึงตัว การเกี่ยวพันกันของการทำงานของสมองก็จะส่งสัญญาณประสาทไปที่กระเพาะปัสสาวะและท่อปัสสาวะ หลักการสำคัญคือเมื่อร่างกายผลิตปัสสาวะออกไปและเก็บกักไว้ในกระเพาะปัสสาวะเพราะไม่ต้องการให้ปัสสาวะเล็ดออกมา กระเพราะปัสสาวะจะหดตัวและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อนตัว แต่ทำให้มีแรงดันจากท่อปัสสาวะลดลง ขณะเดียวกันหูรูดของปัสสาวะจะคลายตัว เป็นสาเหตุทำให้มีปัสสาวะไหลออกมาได้

สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปัสสาวะเล็ด

การออกแรงเบ่ง ไอ จาม หัวเราะ หรือยกของหนัก และกล้ามเนื้อหูรูดของปัสสาวะไม่แข็งแรงทำให้เกิดอาการกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไว บ่อย และ เร็วกว่าปกติ ปัสสาวะที่ค้างอยู่ในกระเพาะปัสสาวะและมีเกินความจุของกระเพาะปัสสาวะ จึงทำให้เกิดการล้นไหลออกมาเป็นหยดตลอดเวลา

แนวการทางรักษา

การรักษาง่าย ๆ มีดังนี้ การขับถ่ายปัสสาวะเป็นเวลาให้เป็นนิสัย กระตุ้นให้ร่างกายของเราปัสสาวะทุก 2 ชั่วโมง จนสามารถยืดระยะขับถ่ายได้ทุก ๆ 3-4 ชั่วโมง บริหารเนื้ออุ้งเชิงกรานให้แข็งแรงขึ้น หัดเริ่มกลั้นปัสสาวะจาก 5 วินาทีก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มเวลาเป็น 15 วินาที หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดการไอเรื้อรัง เช่น การสูบบุหรี่และโรคภูมิแพ้ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะจะเป็นสาเหตุให้ร่างกายกระตุ้นปัสสาวะบ่อย

ปัสสาวะเล็ดกวนใจระหว่างวันทำอย่างไรดี ?

ถึงแม้ว่าการบริหารกล้ามเนื้อจะช่วยลดอาการปัสสาวะเล็ดได้ แต่ก็ยังคงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหานี้ยังคงก่อให้เกิดความกังวลและลดความมั่นใจในตัวเอง แต่สาว ๆ ที่มีอาการปัสสาวะเล็ดระหว่างวันนั้นอาจจะแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการใช้แผ่นซึมซับปัสสาวะแบบผ้าอนามัยที่มีขายอยู่ในท้องตลาด อย่างเช่น ยี่ห้อ Lifree Charmnap ที่ซึมซับปัสสาวะได้ 10 ซีซี ขนาด 19 ซม. หรือสำหรับผู้ที่มีอาการปัสสาวะเล็ดตลอดทั้งวันก็จะแนะนำเป็นขนาด 50 ซีซี ขนาด 23 ซม.


สารสกัดแอล-ธีอะนีน (L-theanine) จากชาเขียวมีประโยชน์กว่าที่คุณคิด ! [Ad]
       L-Theanine หรือ แอล-ธีอะนีน คือ กรดอะมิโน (Amino Acid) ที่สามารถค้นพบได้ตามธรรมชาติจากต้นไม้ โดยถูกค้นพบเมื่อปี 1949 จากศูนย์วิจัยในโตเกียวจากการสกัดจาก เกียวกุโระ หรือ Gyokuro ซึ่งเป็นชาเขียวคุณภาพสูงที่มีระดับที่ดีที่สุดได้มาจากยอดอ่อนของใบชา โดยปกติก่อนช่วงเวลาเก็บเกี่ยวเกียวกุโระจะอยู่ในที่ร่มเพื่อรักษาใบชาจากแสงแดดทำให้สารแอล-ธีอะนีนไม่ลดน้อยลง ในประเทศญี่ปุ่น L-Theanine ได้ถูกยอมรับอย่างแพร่หลายให้ใช้ในอาหาร เช่น ชาสมุนไพร เครื่องดื่ม และ ของหวาน เป็นต้น โดยมีข้อยกเว้นบางข้อหากใช้ในอาหารสำหรับเด็กทารก โดยสาร L-Theanine ยังได้รับการยืนยันจากองค์กร อาหาร และ ยา หรือ (FDA) ในสหรัฐอเมริกาว่าเป็น Generally Recoginized as Safe (GRAS) หรือ ปลอดภัยสามารถนำขายในสหรัฐอเมริกาได้อีกด้วย


ประโยชน์ของใบชา

ในประเทศไทยชาเขียวเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่คนไทยนั้นนิยมกันเป็นอย่างมากแต่น้อยคนที่จะรู้ถึงคุณประโยชน์ที่มีอยู่ในชาเชียว ใบชาเขียวนั้นประกอบไปด้วย วิตามิน C, วิตามิน E, Fluorine, Saponin, Amino butyric acid, Flavonoid, Carotene, Polysaccharides, Cafffeine ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ช่วยให้ร่างกายมีภูมิต่อการต้านเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ภูมิแพ้ ลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในร่างกาย และ ต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงป้องกันฟันผุอีกด้วย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เวลาที่เรารับประทานชาเขียวแล้วรู้สึกร่างกายผ่อนคลายไม่เครียด จนทำให้ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตติดตลาดของคนไทย


ประโยชน์ L-Theanine (แอล-ธีอะนีน) ในชาเขียว

จากการวิจัยได้ค้นพบว่าสาร L-Theanine นั้นสามารถช่วยลดสภาวะความเครียดทางจิตใจ ผ่อนคลายร่างกาย เพิ่มสมาธิได้อย่างชัดเจน จากการวิจัยของ Natural Standard Research Collaboration โดยปริมาณการบริโภคที่ปลอดภัยนั้นอยู่ที่ 200-250 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ไม่ควรเกิน 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน จะทำให้ลดความตึงเครียด ลดความดันในโลหิต และ ยังเพิ่มคลื่น Alpha Wave ในสมอง (Alpha Wave หรือ คลื่นอัลฟา คือคลื่นสมองที่มีความถี่ประมาณ​ 8-13 รอบต่อวินาที คลื่นอัลฟาจะช่วยลดความวุ่นวายในสมอง ทำให้จิตใจสงบ พร้อมทำกิจกรรมต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น) โดยเป็นผลจากการวิจัยล่าสุดของ Unilever Food and Health Research Institute ยืนยันว่าชาหนึ่งแก้วนั้นสามารถส่งผลต่อคลื่นสมองได้อย่างชัดเจนผ่านเครื่อง EEG (Electroencephalography) หรือเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง

L-Theanine หาได้จากไหน หากไม่ชอบดื่มชา ?

ปกติแล้วสารสกัดแอล-ธีอะนีนจะได้จากใบชาเยอะที่สุดโดยปริมาณนั้นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ ขั้นตอน ความร้อน และองค์ประกอบอื่นๆ อีกมากมายในบางครั้งการดื่มชาประเภทนึงอาจจะให้ L-Theanine 8 มิลลิกรัมต่อถ้วย บางครั้งอาจจะถึง 24 มิลลิกรัมต่อถ้วยซึ่งล้วนแล้วแต่กรรมวิธีในการชงและสกัดใบชานั้นๆ การเพิ่มน้ำตาลหรือนมหากไม่ใช้จำนวนมากพอก็จะไม่ได้ส่งผลต่อปริมาณ L-Theanine แต่อย่างใด
แต่เนื่องจากทุกวันนี้เทคโนโลยีได้พัฒนาไปไกลการสกัดสารแอล-ธีอะนีนนั้นสามารถสกัดออกมาในรูปแบบที่สะดวกขึ้น อย่างเช่นการบรรจุเป็นแคปซูลสำหรับรับประทานโดยให้ประโยชน์เหมือนกับการดื่มชาซึ่งมีหลากหลายผลิตภัณฑ์อาทิยี่ห้อ Vistra, DHC, Giffarine, ZEN และ Calmy
ถุงลมโป่งพอง (Emphysema) สาเหตุ, อาการ, การรักษา

ถุงลมโป่งพอง

โรคถุงลมโป่งพองถุงลมปอดโป่งพอง หรือ ถุงลมพอง (ภาษาอังกฤษ: Emphysema) เป็นโรคที่อยู่ในกลุ่มของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)* หมายถึง ภาวะพิการอย่างถาวรของถุงลมในปอด ซึ่งเป็นผลมาจากผนังถุงลมเสียความยืดหยุ่นและเปราะง่าย ทำให้ถุงลมสูญเสียหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนอากาศ และผนังของถุงลมที่เปราะยังมีการแตกทะลุ ทำให้ถุงลมขนาดเล็ก ๆ หลาย ๆ อันรวมตัวเป็นถุงลมที่โป่งพองและพิการ ส่งผลให้จำนวนพื้นผิวของถุงลมที่ยังทำหน้าที่ได้ทั้งหมดลดน้อยลงกว่าปกติ ออกซิเจนจึงเข้าสู่กระแสเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง ผู้ป่วยจึงมีอาการหายใจตื้นและเกิดอาการเหนื่อยหอบง่ายตามมา สำหรับการรักษาสามารถทำได้โดยการหยุดสาเหตุและรักษาแบบประคับคองตามอาการซึ่งจะไม่ได้ทำให้พยาธิสภาพของโรคหายไป เพียงแต่จะช่วยหยุดการดำเนินของโรค/การลุกลามของโรคและทำให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น
โดยปกติถุงลมอยู่ปลายสุดของปอด ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนล้าน ๆ ถุง เป็นถุงอากาศเล็ก ๆ มีหลอดเลือดหุ้มอยู่โดยรอบ เป็นที่ซึ่งเกิดการแลกเปลี่ยนอากาศ (ก๊าซออกซิเจนในถุงลมซึมผ่านผนังถุงลมและหลอดเลือดเข้าไปในกระแสเลือด และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระแสเลือดซึมกลับออกมาในถุงลม) และปกติถุงลมจะมีผนังที่ยืดหยุ่น ทำให้ถุงลมหดและขยายตัวได้คล้ายฟองน้ำ ซึ่งช่วยให้การแลกเปลี่ยนอากาศเป็นไปได้อย่างเต็มที่
ส่วนใหญ่มักพบโรคนี้ในผู้สูงอายุ (ช่วงอายุ 45-65 ปี) พบในผู้ชายได้มากกว่าผู้หญิง และมักพบร่วมกับโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีประวัติการสูบบุหรี่จัด (มากกว่าวันละ 20 มวน) มานานเป็น 10-20 ปีขึ้นไป หรือไม่ก็มีประวัติอยู่การได้รับมลพิษทางอากาศในปริมาณมากและติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ไม่ว่าจะเป็นอากาศเสีย ฝุ่น ควัน หรือมีอาชีพทำงานในโรงงานหรือเหมืองแร่ที่หายใจเอาสารระคายเคืองเข้าไปเป็นประจำ
โรคถุงลมโป่งปองเป็นโรคที่พบได้บ่อยและเป็นสาเหตุลำดับต้น ๆ ของการเสียชีวิตของประชากรทั่วโลก โดยในประเทศสหรัฐอเมริกาพบเป็นลำดับที่ 4 ของการเสียชีวิตของประชากร และหากนับเฉพาะโรคถุงลมโป่งพอง อัตราการพบโรคจะอยู่ที่ 18 คนต่อประชากร 1,000 คน ส่วนสถานการณ์โรคถุงลมโป่งพองในประเทศไทย ในปัจจุบันมีแนวโน้มสูงขึ้นตามลำดับเช่นเดียวกับทั่วโลก และเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเสียชีวิตลำดับต้น ๆ ของประชากรไทย โรคนี้จึงเป็นปัญหาทางสาธารณสุขของประเทศไทยโรคหนึ่ง
หมายเหตุ : โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic obstructive pulmonary disease : COPD) คือ ภาวะที่มีการอุดกั้นของทางเดินหายใจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากโรคเรื้อรังของระบบทางเดินหายใจซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายโรค ที่สำคัญได้แก่ โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (Chronic bronchitis) และถุงลมโป่งพอง (Emphysema) โดยปกติแล้วมักจะพบทั้ง 2 โรคนี้ร่วมกัน แต่หากตรวจพบว่าปอดมีพยาธิสภาพของถุงลมที่โป่งพองออกเป็นลักษณะเด่นก็จะเรียกว่า “โรคถุงลมโป่งพอง

สาเหตุของถุงลมโป่งพอง

  • การสูบบุหรี่ (รวมถึงยาเส้นหรือบุหรี่ที่ทำจากใบจากด้วย) เป็นสาเหตุสำคัญที่พบได้บ่อยที่สุด ปริมาณและระยะเวลาที่สูบบุหรี่จะมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค คือ ยิ่งสูบบุหรี่มากและสูบมานานหลายปีก็จะมีโอกาสเกิดโรคนี้ได้มาก โดยเกิดจากสารพิษในบุหรี่ที่สูบเข้าไปทำลายเยื่อบุหลอดลมและถุงลมในปอด ซึ่งจะค่อย ๆ เกิดขึ้น และลุกลามแรงขึ้นอย่างช้า ๆ จนในที่สุดถุงลมปอดก็จะเกิดความพิการอย่างถาวร
    • ไม่จำเป็นว่าผู้ที่สูบบุหรี่ทุกคนจะต้องเป็นโรคนี้ โดยเฉลี่ยผู้สูบบุหรี่ 5 คนจะเป็นโรคนี้ 1 คน ซึ่งการที่ไม่ได้เป็นโรคในผู้ที่สูบบุหรี่ทุกคน คาดว่าขึ้นอยู่กับปัจจัยทางพันธุกรรมของแต่ละบุคคล และกลับกันผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่ แต่ได้รับควันบุหรี่จากผู้อื่นติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน
    • ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหืด จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้มากกว่าคนปกติ และการสูบบุหรี่จะยิ่งทำให้มีความเสี่ยงมากขึ้น
    • ประมาณ 15-20% ของผู้ที่สูบบุหรี่จัดจะเกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
    • ผู้ที่สูบบุหรี่จะมีโอกาสเป็นโรคถุงลมโป่งพองมากกว่าคนที่ไม่ได้สูบมากถึง 6 เท่า
    • ในจำนวนผู้ที่สูบบุหรี่ 10 ล้านคน จะมีผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองกว่า 1 ล้านคน และมีจำนวน 3 แสนคนที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงมีผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตประมาณปีละ 15,000 คน
    • ปัจจุบันพบว่ามีผู้เสียชีวิตด้วยโรคจากบุหรี่ทั่วโลกประมาณปีละ 5 ล้านคน โดยทุก ๆ 10 รายที่เสียชีวิตจะมี 1 รายที่เสียชีวิตจากบุหรี่ และคาดว่าภายในปี ค.ศ.2030 ตัวเลขน่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 รายในทุก 6 ราย หรือประมาณ 10 ล้านคนต่อปี ถ้าแนวโน้มยังเป็นอยู่ดังที่ปรากฎ คนจำนวน 500 ล้านคนที่ยังมีชีวิตอยู่ในวันนี้จะสูญเสียด้วยสาเหตุจากบุหรี่ในอนาคต และครึ่งหนึ่งในจำนวนดังกล่าวในวัยกลางคน คนเหล่านั้นจะมีอายุสั้นกว่าที่ควรประมาณ 20-25 ปี
  • มลพิษทางอากาศ เพราะพบว่าประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ จะมีอัตราการป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังซึ่งรวมถึงโรคถุงลมโป่งพองได้มากกว่าประชากรที่อาศัยอยู่ในชนบท มลพิษทางอากาศจึงน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย เช่น ฝุ่น ควันจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงหรือไอเสียรถยนต์ ควันพิษหรือละอองสารเคมีบางอย่างจากโรงงาน (ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นละอองหรือควันพิษที่มีส่วนประกอบของสารเคมีหรือฝุ่นละอองจากไม้ ฝ้าย หรือการทำเหมือนแร่ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานบางประเภท เช่น การทำงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอจากฝ้าย งานอุตสาหกรรมพลาสติก งานในเหมืองถ่านหิน และงานเชื่อมโลหะ) หากหายใจเข้าไปในปริมาณมากและติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ก็จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคถุงลมโป่งพองมากขึ้น และความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นไปอีกหากมีการสูบบุหรี่ร่วมด้วย นอกจากนี้ในบางพื้นที่ (เช่น พื้นที่เขตเขาทางภาคเหนือ) อาจมีสาเหตุมาจากการใช้ฟืนหุงต้มหรือก่อไฟภายในบ้านที่ขาดการถ่ายเทอากาศอยู่เป็นประจำ ทำให้ผู้ป่วยสูดควันจนเป็นพิษต่อทางเดินหายใจ
  • ภาวะพร่องสารต้านทริปซิน (α1-antitrypsin) ซึ่งเป็นเอนไซม์ป้องกันการถูกทำลายของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันจากสารต่าง ๆ จึงช่วยป้องกันไม่ให้ถุงลมปอดถูกสารพิษ ภาวะนี้จัดเป็นโรคทางพันธุกรรมที่สามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้ ความผิดปกติบางชนิดก็ทำให้เกิดการขาดเอนไซม์เพียงเล็กน้อยและไม่ทำให้เกิดโรค แต่ความผิดปกติบางชนิดก็ทำให้เกิดการขาดเอนไซม์ได้มากและส่งผลให้เป็นโรคถุงลมโป่งพองได้ในขณะที่ยังอายุไม่มาก แต่หากขาดเอนไซม์รุนแรงมาก ผู้ป่วยจะมีตับอักเสบอย่างรุนแรงตั้งแต่แรกคลอดและอาจเสียชีวิตก่อนที่จะเป็นโรคถุงลมโป่งพอง โรคทางพันธุกรรมชนิดนี้ส่วนใหญ่จะพบในคนเชื้อชาติผิวขาว มักเกิดอาการในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอายุต่ำกว่า 40-50 ปี และผู้ป่วยมักจะไม่สูบบุหรี่ อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้ก็พบเกิดได้น้อยมากคือประมาณ 3% ของโรคปอดเรื้อรังทั้งหมด

อาการของถุงลมโป่งพอง

ในระยะเริ่มแรกจะมีอาการของหลอดลมอักเสบเรื้อรัง (แต่อาการจะไม่เด่นเท่าผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดลมอักเสบ ซึ่งมักจะเริ่มมีอาการในช่วงอายุ 30-40 ปี โดยเฉพาะในผู้ที่สูบบุหรี่จัดมานานหลายปี) กล่าวคือ ผู้ป่วยจะมีอาการไอมีเสมหะเรื้อรังทุกวันนานเป็นแรมเดือนแรมปี ผู้ป่วยมักจะไอหรือขากเสมหะในคอหลังจากตื่นนอนตอนเช้าเป็นประจำจนคิดว่าเป็นเรื่องปกติและไม่ใส่ใจดูแลรักษา ต่อมาผู้ป่วยจะไอถี่ขึ้นตลอดทั้งวันและมีเสมหะจำนวนมาก ซึ่งในช่วงแรกเสมหะจะมีลักษณะเป็นสีขาว แต่ต่อมาเสมหะอาจเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว มีไข้ขึ้น หรือมีอาการหอบเหนื่อยกำเริบเป็นครั้งคราวจากโรคติดเชื้อแทรกซ้อน
ถ้าผู้ป่วยยังขืนสูบบุหรี่ต่อไปหรือไม่หยุดสาเหตุให้ได้ก็จะทำให้เป็นโรคถุงลมโป่งพองตามมา (จากระยะเริ่มมีอาการของหลอดลมอักเสบเรื้อรัง อาจใช้เวลามากกว่า 10 ปี) ซึ่งนอกจากจะมีอาการไอเรื้อรังแล้ว ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจตื้นและหอบเหนื่อยง่ายตามมาด้วย โดยเฉพาะเวลาที่ออกแรงมาก (เช่น ยกของหนัก วิ่ง หรือเดินขึ้นบันได) หรือเมื่อมีโรคติดเชื้อแทรกซ้อนดังกล่าว แล้วต่อมาอาการหอบเหนื่อยจะค่อย ๆ เป็นมากขึ้นจนแม้แต่เวลาเดินตามปกติ เวลาพูด หรือในขณะที่ทำกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน รับประทานอาหาร ผู้ป่วยก็ยังรู้สึกเหนื่อยจนในท้ายที่สุด (ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 5-10 ปีขึ้นไป) แม้แต่อยู่เฉย ๆ ผู้ป่วยก็รู้สึกหอบเหนื่อยได้และไม่สามารถทำอะไรได้เลยเหมือนคนพิการ ต้องนอนเฉย ๆ และต้องใช้ออกซิเจนช่วยในการหายใจตลอดเวลา (ทำให้ผู้ป่วยโรคนี้ต้องทนทุกข์ทรมานมาก ความเป็นอยู่และสุขภาพเสื่อมถอยลงเรื่อย ๆ ซึ่งรวมทั้งทางด้านจิตใจด้วย นอกจากนั้นยังเป็นภาระกับบุคคลในครอบครัว และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเป็นจำนวนมาก) เนื่องจากถุงลมปอดที่พิการอย่างรุนแรงหรือถูกทำลายไปมากจนไม่สามารถทำหน้าที่แลกเปลี่ยนอากาศได้เพียงพอต่อการนำออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายให้เกิดพลังงาน
ส่วนอาการอื่น ๆ ที่อาจพบร่วมด้วย เช่น เกิดภาวะซึมเศร้า หายใจมีเสียงดังวี๊ด ๆ หรือรู้สึกเจ็บหน้าอกร่วมด้วย เมื่อแพทย์ตรวจร่างกายจะฟังเสียงปอดได้ผิดปกติ อัตราการหายใจเร็ว ส่วนผู้ป่วยในระยะที่เป็นมากขึ้นจะพบหน้าอกมีขนาดที่ใหญ่กว่าปกติ เนื่องจากปริมาตรของปอดที่ขยายใหญ่ขึ้นจากอากาศที่ค้างอยู่ในถุงลมมาก (ขยายออกทางด้านหน้าและหลังมากกว่าทางด้านข้าง) มีลักษณะเป็นรูปถังทรงกระบอกที่เรียกว่า “อกถัง” หรือ “อกโอ่ง” (Barrel chest) อาจพบลักษณะการหายใจออกแบบห่อปาก (Pursed lip) ซึ่งเป็นท่าทางที่ช่วยในการหายใจเอาอากาศออก หรือท่ายืนเอนตัวไปด้านหลังและยืดแขนออก เมื่อตรวจเล็บอาจพบลักษณะเล็บปุ้มหรือนิ้วข้อปลายมีลักษณะกลม (Clubbing finger) นอกจากนี้ ในผู้ป่วยที่เป็นมานานแล้วจะพบอาการอื่น ๆ ได้อีก เช่น เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลงอย่าง มีรูปร่างผอม ซึ่งในระยะท้าย ๆ ผู้ป่วยจะผอมมาก (เกิดจากการที่ร่างกายมีปริมาณออกซิเจนในเลือดต่ำ ทำให้ไปกระตุ้นการหลั่งสารเคมีชื่อ Tumor necrosis factor-alpha ซึ่งสารนี้จะทำให้ร่างกายใช้พลังงานสูงกว่าปกติ หากผู้ป่วยยังกินเท่าเดิมก็จะผอมลงเรื่อย ๆ และปริมาณของออกซิเจนที่ต่ำยังไปกระตุ้นให้ไตหลั่งฮอร์โมนอีกหลายชนิด จึงทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ทำให้เกลือแร่ชนิดโซเดียมคั่งและร่างกายเกิดการบวมน้ำ และออกซิเจนที่ต่ำยังไปกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงของไขกระดูกให้เพิ่มสูงขึ้นเพื่อช่วยขนส่งออกซิเจน จึงทำให้มีปริมาณของเม็ดเลือดแดงในเลือดสูงกว่าปกติ) อาจเกิดภาวะกระดูกพรุน กล้ามเนื้อโดยเฉพาะที่แขนขาเล็กลงและกล้ามเนื้ออ่อนแรงลงด้วย
ส่วนผู้ป่วยในระยะที่เป็นรุนแรงหรือมีอาการรุนแรงมากแล้ว มักพบอาการหายใจลำบาก ปากเขียว เล็บเขียว (เนื่องจากเนื้อเยื่อไม่ได้รับออกซิเจนในปริมาณที่เพียงพอ) เกิดภาวะความดันโลหิตสูงของหลอดเลือดที่ไหลเข้าสู่ปอดซึ่งอาจส่งผลทำให้เกิดภาวะหัวใจวายได้

ภาวะแทรกซ้อนของถุงลมโป่งพอง

มักเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนเป็นครั้งคราว เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการหอบกำเริบรุนแรง ในระยะแรกอาจเป็นประมาณปีละ 1-2 ครั้ง แต่เมื่อเป็นรุนแรงมากขึ้นก็จะมีโอกาสติดเชื้อได้ถี่ขึ้นจนผู้ป่วยอาจต้องเข้า ๆ ออก ๆ โรงพยาบาลอยู่บ่อย ๆ
ในระยะรุนแรง ผู้ป่วยมักมีภาวะการหายใจล้มเหลวเรื้อรังร่วมด้วย และอาจมีภาวะหัวใจวายแทรกซ้อน มีอาการหอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ หลอดเลือดที่คอโป่ง เท้าบวม ตับโต หัวใจห้องขวาล่างโต ที่เรียกว่า “โรคหัวใจเหตุจากปอด” (Cor pulmonale)
ส่วนภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจพบได้ เช่น ไอออกมาเป็นเลือดจากการอักเสบของหลอดลม, ไส้เลื่อนกำเริบจากอาการไอเรื้อรัง, เกิดภาวะที่โพรงเยื่อหุ้มปอดมีอากาศหรือปอดแตก (Pneumothorax) ซึ่งเป็นภาวะที่สามารถเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ในรายที่มีอาการรุนแรง เพราะการทำงานของปอดได้ถูกทำลายไปบ้างแล้ว, เกิดถุงลมที่พองตัวผิดปกติ (Giant bullae) ซึ่งสามารถพองตัวใหญ่ได้ประมาณครึ่งหนึ่งของปอดและเพิ่มโอกาสทำให้ปอดแตกได้, ภาวะเลือดข้น (Polycythemia) ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือด (Thrombosis)
โดยธรรมชาติของโรคถุงลมโป่งพองอาการของผู้ป่วยจะค่อย ๆ แย่ลงเรื่อย ๆ อย่างช้า ๆ และจะเสียชีวิตจากภาวะหายใจล้มเหลวในที่สุด การหยุดที่สาเหตุ (หยุดสูบบุหรี่) จะทำให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้นานขึ้นและมากขึ้น มีอาการเหนื่อยน้อยลง การดำเนินของโรค/การลุกลามของโรคช้าลง แต่ไม่สามารถทำให้ปอดที่เกิดพยาธิสภาพแล้วหายเป็นปกติได้

การวินิจฉัยถุงลมโป่งพอง

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคถุงลมโป่งพองในเบื้องต้นได้จากประวัติและอาการแสดงของผู้ป่วย (โดยเฉพาะอาการไอเรื้อรัง หอบเหนื่อยง่าย มีประวัติการสูบบุหรี่จัดมานาน) และจะยืนยันการวินิจฉัยด้วยการพิเศษต่าง ๆ เพิ่มเติม (เครื่องไม้เครื่องมือในการตรวจอาจแตกต่างกันได้บ้าง แต่ผลการตรวจจะช่วยให้แพทย์วางแนวทางในการรักษาได้อย่างถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น) ได้แก่
  • การเอกซเรย์ปอด สามารถช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติได้ในผู้ป่วยที่เป็นมานานแล้ว โดยการตรวจนี้จะทำให้เห็นอากาศในปอดที่มากกว่าปกติ กระบังลมอยู่ต่ำกว่าปกติ และหัวใจดูมีขนาดเล็กลงเมื่อเทียบกับพื้นที่ปอด (ในผู้ป่วยที่มีอาการมาไม่นาน ภาพถ่ายเอกซเรย์อาจไม่พบความผิดปกติใด ๆ)
  • การตรวจสมรรถภาพปอด คือ วิธีมาตรฐานของการวินิจฉัยโรคถุงลมโป่งพอง เป็นการตรวจเพื่อยืนยันการวินิจฉัยในผู้ป่วยที่มีภาพถ่ายเอกซเรย์ผิดปกติหรือในผู้ป่วยที่มีอาการน่าสงสัย โดยแพทย์จะให้ผู้ป่วยหายใจเข้าให้เต็มที่แล้วเป่าลมหายใจออกอย่างรวดเร็วผ่านเครื่องสไปโรมิเตอร์ (Spirometry) แล้ววัดดูค่า FEV1 (Forced expiratory volume in 1 second) ซึ่งหมายถึง ปริมาตรอากาศที่หายใจออกใน 1 วินาที และค่า FVC (Forced vital capacity) ซึ่งหมายถึง ปริมาตรอากาศที่หายใจออกทั้งหมดจนสุดอย่างเต็ม 1 ครั้ง โดยแพทย์จะประเมินจากค่า FEV1 และจากค่า FEV1 หารด้วยค่า FVC ซึ่งทั้ง 2 ค่านี้ถ้ายิ่งมีค่าต่ำก็ยิ่งบ่งชี้ว่ายิ่งมีความรุนแรง เช่น ในรายที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ทั้งโรคถุงลมโป่งพองและโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง มักจะมีค่า FEV1 หารด้วยค่า FVC น้อยกว่า 70% และมีค่า FEV1 มากกว่าหรือเท่ากับ 80% ของค่ามาตรฐาน (ในรายที่เป็นเล็กน้อย), ระหว่าง 30-80% (ในรายที่เป็นปานกลาง) และน้อยกว่า 30% (ในรายที่เป็นรุนแรง)
  • การตรวจเลือดเพื่อดูระดับออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นการตรวจที่มีประโยชน์ในการประเมินความรุนแรงของโรค ซึ่งระดับออกซิเจนในเลือดของผู้ป่วยจะต่ำกว่าปกติตั้งแต่ระยะแรก ๆ และระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดจะสูงกว่าปกติในระยะต่อมา
  • การตรวจด้วยเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Pulse oximetry) เป็นการตรวจเพื่อวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด ซึ่งในผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองมักจะมีออกซิเจนในเลือดต่ำ คือ วัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดได้น้อยกว่าปกติ เนื่องจากร่างกายไม่ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ (โดยปกติความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดจะอยู่ที่ 96-99% หากต่ำกว่านี้ผู้ป่วยจะรู้สึกเหนื่อยมากขึ้นเรื่อย ๆ)
  • การตรวจเสมหะหาเชื้อ ในรายที่แพทย์สงสัยว่ามีการติดเชื้อแทรกซ้อน (มีไข้ขึ้น มีเสมหะเป็นสีเหลืองหรือเขียว)
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เป็นการตรวจการทำงานของหัวใจและตรวจหาโรคหัวใจ เพื่อให้แน่ใจว่าอาการที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ
  • การตรวจเลือดเพื่อประเมินภาวะเลือดข้น (Polycythemia) ซึ่งอาจพบในผู้ป่วยบางราย
  • การตรวจหาระดับสารทริปซินในเลือด หากผู้ป่วยที่เป็นโรคถุงลมโป่งพองมีอายุน้อยกว่า 40-50 ปี สาเหตุอาจมาจากภาวะพร่องสารต้านทริปซินซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมได้ ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องตรวจหาปริมาณ α1-antitrypsin ในเลือดเพื่อยืนยันการวินิจฉัยด้วย ส่วนบุคคลในครอบครัวก็ควรมาตรวจด้วยเช่นกัน

การแยกโรค

อาการไอเรื้อรัง หอบเหนื่อยง่าย อาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่โรงถุงลมโป่งพองได้ เช่น
  • หลอดลมอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากสาเหตุเดียวกับโรคถุงลมโป่งพอง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอมีเสมหะอย่างเรื้อรังทุกวันเป็นแรมเดือนแรมปี แต่ยังไม่มีอาการหอบเหนื่อยง่าย
  • โรคหืด ซึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ผู้ป่วยมักจะมีอาการหอบหืด (หายใจมีเสียงดังวี๊ด) กำเริบได้เป็นครั้งคราว แต่ในขณะที่ไม่จับหืดก็จะรู้สึกสบายดี ผู้ป่วยมักมีประวัติโรคหืดหรือโรคภูมิแพ้ในครอบครัว และมักจะเริ่มเป็นตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยหนุ่มสาว ส่วนในโรคถุงลมโป่งพองนั้นมักจะเริ่มมีอาการในคนอายุ 50-60 ปีขึ้นไปที่สูบบุหรี่จัดหรือถูกมลพิษทางอากาศมาเป็นเวลานาน และผู้ป่วยจะมีอาการหอบเหนื่อยรุนแรงขึ้นทีละน้อยอย่างช้า ๆ (ใช้เวลานาน 5-10 ปีขึ้นไป) แต่บางครั้งทั้ง 2 โรคนี้ก็อาจแยกจากกันได้ไม่ชัดเจนนักถ้าพบในคนสูงอายุ แต่ก็มีแนวทางในการดูแลรักษาคล้ายกันและผู้ป่วยควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์เป็นหลัก
  • ภาวะหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง ผู้ป่วยมักมีหัวใจบกพร่องในการทำหน้าที่สูบฉีดเลือด เช่น โรคลิ้นหัวใจรั่ว ทำให้มีอาการหอบเหนื่อยง่าย เท้าบวมทั้ง 2 ข้าง และเวลานอนราบหรือหนุนหมอนต่ำ ผู้ป่วยจะรู้สึกเหนื่อยมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากพบว่ามีอาการไอเรื้อรังหรือหอบเหนื่อยง่ายก็ควรรีบไปพบแพทย์เสมอ

การรักษาถุงลมโป่งพอง

เนื่องจากโรคถุงลมโป่งพองเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะหากปอดมีพยาธิสภาพเกิดขึ้นแล้วก็จะไม่สามารถทำให้ปอดกลับมาเป็นปกติได้อีก ดังนั้น การรักษาจะเน้นไปที่การลดอาการหรือชะลอการดำเนินของโรค/การลุกลามของโรคให้ช้าลง การตรวจพบโรคได้อย่างทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เพราะในรายที่เป็นรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้
หากสงสัยว่าเป็นโรคถุงลมโป่งพอง เช่น มีอาการไอมีเสมหะเรื้อรัง หอบเหนื่อยง่ายเวลาออกแรงหรือใช้กำลัง ซึ่งค่อย ๆ เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ มีประวัติการสูบบุหรี่จัดหรือสัมผัสมลพิษทางอากาศมาเป็นเวลานาน ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย หากตรวจพบว่าเป็นโรคนี้ แพทย์จะอธิบายให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจถึงธรรมชาติของโรคและแนวทางการรักษาทั่วไป ให้คำปรึกษาแนะนำและส่งเสริมให้ญาติเข้ามามีบทบาทในการให้กำลังใจผู้ป่วยในการเลิกสูบบุหรี่และติดตามการรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งดูแลในเรื่องของโภชนาการต่าง ๆ การให้ยารักษา การให้ออกซิเจนที่บ้านสำหรับผู้ป่วยระยะรุนแรงเพื่อใช้ช่วยหายใจ บรรเทาอาการหอบเหนื่อย และการเตรียมความพร้อมในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้มีคุณภาพที่ดี ลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย และไม่ให้สิ้นเปลืองเกินเหตุ
ส่วนในรายที่มีอาการหายใจหอบรุนแรง หรือสงสัยว่าเป็นปอดอักเสบ ปอดทะลุ หรือภาวะหัวใจวาย แพทย์จะรับตัวผู้ป่วยไว้รักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้การรักษาไปตามสาเหตุที่ตรวจพบ ซึ่งอาจต้องให้ออกซิเจน ใส่ท่อหายใจ และใช้เครื่องช่วยหายใจ
สำหรับแนวทางในการรักษาโรคถุงลมโป่งพองนั้นมีดังนี้
  • การหยุดสาเหตุที่ทำให้เกิดโรค ซึ่งบางสาเหตุก็สามารถหยุดได้ เช่น การเลิกสูบบุหรี่ แต่บางสาเหตุก็ไม่สามารถแก้ไขได้ เช่น สาเหตุจากพันธุกรรม ส่วนบางสาเหตุก็อาจควบคุมไม่ได้แต่สามารถลดได้ เช่น มลภาวะทางอากาศ
  • การรักษาด้วยยา เป็นการให้ยาบรรเทาไปตามอาการหรือตามความรุนแรงของโรค ได้แก่
    • ยาขยายหลอดลม (Bronchodilators) เป็นยาที่มีกลไกการออกฤทธิ์ลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อทางเดินหายใจ จึงช่วยลดความเหนื่อยและช่วยให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น (ทำให้อากาศลงสู่ปอดได้มากขึ้น และง่ายขึ้นเวลาที่ผู้ป่วยหายใจเข้า) โดยยาขยายหลอดลมจะมีอยู่ 3 ชนิด คือ
      1. ยากลุ่มกระตุ้นตัวรับชนิดเบต้า-2 (Beta2-adrenergic agonist หรือเรียกสั้น ๆ ว่า Beta-2 agonist) เป็นยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นตัวรับ Beta-2 receptor ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของหลอดลมคลายตัว ซึ่งยาในกลุ่มนี้ยังแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ชนิดที่ออกฤทธิ์สั้น (Short-acting) ซึ่งออกฤทธิ์เร็วและอยู่ได้ประมาณ 4-6 ชั่วโมง มักใช้เป็นยาแก้อาการเมื่อมีอาการเหนื่อย และชนิดที่ออกฤทธิ์นาน (Long-acting) ซึ่งออกฤทธิ์ช้าและอยู่ได้ประมาณ 12 ชั่วโมง ทำให้ไม่ต้องบริหารยาบ่อย เป็นยาที่ใช้ประจำพ่นตามเวลา ซึ่งอาจใช้พ่นวันละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการเหนื่อยและใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการหอบตอนดึก (สำหรับยาเม็ดในกลุ่มนี้แพทย์จะหลีกเลี่ยงไม่ให้ใช้ เพราะมักทำให้เกิดผลข้างเคียง มือสั่น ใจสั่น ฯลฯ)
      2. ยากลุ่มที่มีฤทธิ์ต้านโคลิเนอร์จิก (Anticholinergic drugs) เป็นยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งตัวรับ Muscarinic receptor มีผลทำให้กล้ามเนื้อเรียบของหลอดลมคลายตัว ซึ่งยาในกลุ่มนี้จะมีทั้งยาที่ออกฤทธิ์สั้น เช่น ไอพราโทรเพียมโบรไมด์ (Ipratropium bromide) ที่ออกฤทธิ์ประมาณ 6-8 ชั่วโมง ใช้พ่นวันละ 4 ครั้ง (หากใช้ยาผสมระหว่าง ไอพราโทรเพียมโบรไมด์กับ Short-acting beta-2 agonists จะมีประสิทธิภาพสูงกว่าการใช้ยาเดี่ยวเพียงชนิดเดียว) และยาที่ออกฤทธิ์นาน เช่น ไทโอโทรเปียม (Tiotropium) ที่ออกฤทธิ์นาน 24 ชั่วโมง จึงใช้พ่นเพียงวันละ 1 ครั้ง ซึ่งมักใช้เป็นยาป้องกัน เพราะออกฤทธิ์ช้า
      3. ยากลุ่มเมทิลแซนธีน (Methylxanthines) เป็นยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ phosphodiesterase (PDE) ทำให้มีการเพิ่มขึ้นของ cAMP มีผลทำให้หลอดลมคลายตัว ยากลุ่มนี้ที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน คือ ทีโอฟิลลีน (Theophylline)
    • ยาสเตียรอยด์ ส่วนใหญ่จะในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงหรือมีอาการหลอดลมอักเสบร่วมด้วย ซึ่งมีทั้งรูปแบบของยากิน ยาฉีด และยาสูดพ่น (นิยมใช้ยาชนิดสูดพ่นร่วมกับยาขยายหลอดลม) ซึ่งออกฤทธิ์ต้านการอักเสบได้ดี บรรเทาอาการต่าง ๆ ได้มาก นิยมใช้เมื่อมีอาการกำเริบเพื่อควบคุมอาการให้กลับสู่ปกติ
    • ยาละลายเสมหะ มักใช้ในกรณีเมื่อผู้ป่วยมีเสมหะมากและเหนียว แต่สิ่งที่ทำให้เสมหะคลายความเหนียวได้ดีที่สุดคือ น้ำ โดยทั่วไปแพทย์จึงแนะนำให้ผู้ป่วยดื่มน้ำให้มาก ๆ เพราะถ้าร่างกายขาดน้ำจะทำให้เสมหะเหนียวข้นได้ ส่วนการพ่นละอองไอน้ำเข้าไปในอากาศก็อาจช่วยให้เสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น
    • ยาปฏิชีวนะ ไม่จำเป็นต้องใช้ในทุกกรณี แต่จะใช้ในกรณีที่แพทย์พบว่าหรือมีหลักฐานชวนให้เชื่อว่าผู้ป่วยมีการอักเสบติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจเกิดขึ้น (เช่น ผู้ป่วยมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน มีอาการไข้หรือมีเสมหะข้นสีเหลืองหรือสีเขียว) ซึ่งแพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ เช่น อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin), อิริโทรมัยซิน (Erythromycin), ร็อกซิโทรมัยซิน (Roxithromycin), ดอกซีไซคลิน (Doxycycline), หรือโค-ไตรม็อกซาโซล (Co-trimoxazole) ติดต่อกันนาน 7-10 วัน
  • การฉีดวัคซีน การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และปอดอักเสบทุกปีเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เพราะการได้รับวัคซีนจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในปอดที่รุนแรงได้
  • การบำบัดด้วยออกซิเจนเสริมที่บ้าน (Oxygen therapy) เป็นสิ่งแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่มีระดับออกซิเจนต่ำ โดยในแต่ละวันจะให้ผู้ป่วยหายใจด้วยออกซิเจนติดต่อกันเป็นเวลาหลายชั่วโมง (นิยมใช้ตอนกลางคืนขณะนอนหลับ) เพื่อใช้ช่วยหายใจ บรรเทาอาการหอบเหนื่อย ช่วยให้สามารถออกกำลังกายได้นานยิ่งขึ้น ช่วยลดโอกาสในการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงในหลอดเลือดแดงของปอดและภาวะหัวใจวายได้
  • การบำบัดอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องทำ ได้แก่
    • การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด หรือการออกกำลังกายที่มีความหนักในระดับปานกลาง เช่น การเดิน รวมถึงการเล่นโยคะ ไทชิ ซึ่งต้องทำทั้งในระยะปกติ ระยะที่อาการป่วยกำเริบ และหลังจากฟื้นจากอาการป่วย เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อการหายใจมีความแข็งแรงยิ่งขึ้น ทำให้ออกแรงใช้งานได้มากขึ้น ไม่เหนื่อยง่าย บรรเทาอาการให้น้อยลง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยสามารถหายใจได้สะดวกยิ่งขึ้น และยังช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรคได้ด้วย
    • การฝึกหายใจ ในรายที่มีอาการหอบเหนื่อยมาก ๆ การฝึกหายใจจะช่วยลดความรู้สึกหอบเหนื่อยได้ ซึ่งมีวิธีการดังนี้
      • การฝึกกล้ามเนื้อหน้าท้องและกระบังลมให้ถูกต้อง มีวิธีทำให้คือ ในท่ายืนหรือนั่งที่สบายให้วางมือบนหน้าท้อง หายใจเข้าพร้อม ๆ กับขยายกล้ามเนื้อหน้าท้องขึ้น (สังเกตว่ามือที่วางบนหน้าท้องจะถูกยกขึ้น) และหายใจออกโดยการแขม่วกล้ามเนื้อท้องลงอย่างช้า ๆ จนรู้สึกไม่มีลมออกทางจมูกอีก แล้วจึงเริ่มหายใจเข้าใหม่ต่อไป
      • การฝึกการหายใจออกโดยการทำปากจู๋ เพื่อช่วยเพิ่มความกดดันภายในทางเดินหายใจและลดการตีบตัวของหลอดลม ทำให้อากาศเก่าที่คั้งค้างอยู่ลึก ๆ ไหลออกมาได้มากขึ้น และหายใจเข้าเอาอากาศใหม่ที่มีออกซิเจนสูงลงสู่ปอดได้มากขึ้น โดยมีวิธีการคือ ให้สูดหายใจเข้าทางจมูก แล้วหายใจออกทางปากโดยจีบปากให้จู๋เข้ามา (เพื่อทำให้ลมหายใจออกมาได้ช้าลง) แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างช้า ๆ
    • การดูแลเรื่องโภชนาการ ผู้ป่วยที่มีอาการมากหรือเป็นมานานที่มักจะมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลงเรื่อย ๆ กล้ามเนื้อฝ่อลีบ ทำให้แรงหรือกำลังที่ใช้ในการหายใจลดลงและซ้ำเติมอาการหอบเหนื่อยให้เป็นมากขึ้น ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องได้รับพลังงานจากอาหารที่เพียงพอในแต่ละวันเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นและเพิ่มน้ำหนักให้กลับเข้าสู่เกณฑ์ปกติ
    • การดูแลด้านจิตใจ เพราะผู้ป่วยที่มีอาการมานานจะเกิดความวิตกกังวลและซึมเศร้าได้
    • การบำบัดด้วยการให้สารต้านทริปซินทดแทน (Alpha-1-antitrypsin replacement therapy) โดยการฉีดเข้าทางหลอดเลือดสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องสารต้านทริปซิน (α1-antitrypsin)
  • การผ่าตัดเพื่อลดปริมาตรของปอด ในผู้ป่วยบางรายแพทย์อาจพิจารณาให้การผ่าตัดเนื้อปอดบางที่มีการโป่งพองมากหรือถูกทำลายโดยโรคถุงลมโป่งพอง เพื่อทำให้เนื้อเนื่อเยื่อปอดส่วนที่ยังเหลือสามารถทำงานได้ ลดขนาดของปอดให้เล็กลง ทำให้ปอดส่วนที่สามารถเหลือหดตัวเวลาใจออกได้ดียิ่งขึ้นและทำให้กล้ามเนื้อกระบังลมทำงานหดตัวช่วยในการบีบตัวของปอดได้ดีมากขึ้น แต่ผลการรักษาจะเป็นเพียงแค่ระยะสั้น ๆ
  • การผ่าตัดเปลี่ยนปอด (การปลูกถ่ายปอด) เป็นวิธีการรักษาเดียวที่จะทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม ซึ่งแพทย์จะพิจารณาทำในผู้ป่วยที่มีอาการมากแล้ว แต่การรักษาด้วยวิธีนี้ยังไม่สามารถให้บริการได้ทั่วไป (โดยเฉพาะในบ้านเรา) เนื่องจากมีเทคนิคการรักษาที่ซับซ้อนและติดปัญหาเรื่องปอดเทียมหรือการบริจาค
  • การดูแลตนเองของผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง ถ้าผู้ป่วยสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และดูแลตนเองได้อย่างถูกวิธีก็จะช่วยทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีชีวิตได้ยาวนาน รู้สึกสบายยิ่งขึ้น มีอาการเหนื่อยน้อยลง สามารถที่จะทำงานหรือช่วยตัวเองได้มากขึ้น อาการของโรคกำเริบน้อยลง และมีโอกาสเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลน้อยลง
    1. ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และใช้ยารักษาให้ครบถ้วนตามที่แพทย์กำหนด
    2. เลิกสูบบุหรี่หรือยาเส้นโดยเด็ดขาดและหลีกเลี่ยงควันบุหรี่โดยการไม่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่สูบบุหรี่ เพื่อไม่ให้อาการลุกลามมากขึ้น(แม้บางครั้งสาเหตุจะไม่ได้มาจากการสูบบุหรี่ก็ตาม เช่น มีสาเหตุมาจากโรคทางพันธุกรรม เพราะจะทำให้โรคลุกลามเร็วขึ้น)
    3. หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อปอด เช่น น้ำหอม ฝุ่นละออง ควันต่าง ๆ สารเคมี หรือสถานที่ที่มีมลพิษทางอากาศ รวมถึงควรรู้จักใช้หน้ากากอนามัยเมื่อต้องออกไปข้างนอก ใช้เครื่องฟอกอากาศ และล้างเครื่องปรับอากาศให้สะอาดอยู่เสมอ (หากผู้ป่วยอาศัยอยู่ในเมืองที่มีปัญหาเรื่องมลพิษทางอากาศ ก็ให้พยายามอยู่ในแต่ในบ้านหรือในอาคาร เพราะจะมีฝุ่นละออง ควันพิษต่าง ๆ น้อยกว่าตามท้องถนน)
    4. ดื่มน้ำให้มาก ๆ วันละ 10-15 แก้ว เพื่อช่วยขับเสมหะ
    5. ดูแลเรื่องโภชนาการให้ดี เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและช่วยให้น้ำหนักตัวของผู้ป่วยอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการมากหรือเป็นมานานที่มักจะมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง กล้ามเนื้อฝ่อลีบ ทำให้แรงหรือกำลังที่ใช้ในการหายใจลดลงและซ้ำเติมอาการหอบเหนื่อยให้เป็นมากขึ้น
    6. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตามควรแก่สุขภาพ เพื่อให้ร่างกายของผู้ป่วยแข็งแรงขึ้น สามารถเดินได้ไกลขึ้นและช่วยเหลือตัวเองได้มากขึ้น และบริหารร่างกายเพื่อให้กล้ามเนื้อช่วยการหายใจแข็งแรงยิ่งขึ้น และฝึกการหายใจให้ถูกวิธีเพื่อช่วยลดความรู้สึกหอบเหนื่อยให้น้อยลงดังที่กล่าวไปแล้ว
    7. พักผ่อนให้เพียงพอ ผู้ป่วยจำเป็นต้องต้องมีการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีอาการนอนหลับไม่สนิทจากความกังวลและมีอาการซึมเศร้าจากการเจ็บป่วยของตนเองได้ หรือต้องตื่นขึ้นมากลางดึกอยู่บ่อย ๆ เนื่องจากหายใจไม่สะดวก (สำหรับการใช้ยานอนหลับควรปรึกษาแพทย์และควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น)
    8. หลีกเลี่ยงและป้องกันโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ โดยการไม่สัมผัสหรืvอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจต่าง ๆ (เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่) และฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และปอดอักเสบทุกปี
    9. ติดตามการรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับยาบรรเทาตามอาการ ประเมินสมรรถภาพปอดและภาวะแทรกซ้อนเป็นระยะ ๆ รวมถึงหาทางช่วยให้ผู้ป่วยเลิกบุหรี่ได้อย่างเด็ดขาด เพราะโรคนี้จะเป็นเรื้อรังตลอดชีวิตและผู้ป่วยจำเป็นต้องใช้ยารักษาอย่างต่อเนื่อง
    10. พาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลทันทีเมื่อสงสัยว่ามีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น
ผลการรักษาของโรคถุงลมโป่งพองจะขึ้นอยู่กับระยะและความรุนแรงของโรค ถ้าเป็นระยะแรก (ความรุนแรงปานกลาง คือมีค่า FEV1 มากกว่า 50% ของค่ามาตรฐาน) และผู้ป่วยสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้โดยเด็ดขาด การรักษาก็มักจะได้ผลดี โรคจะไม่ลุกลามรุนแรงมากขึ้น แต่ถ้าปล่อยให้ลุกลามจนถึงระยะรุนแรง (สมรรถภาพของปอดลดลงอย่างมากแล้ว คือมีค่า FEV1 น้อยกว่า 30% ของค่ามาตรฐาน) ก็มักจะเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ภายใน 1-5 ปี (เช่น ปอดอักเสบ ปอดแตก หัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะการหายใจล้มเหลว ภาวะสิ่งอุดตันหลอดเลือดแดงปอด) โดยเฉลี่ยผู้ป่วยทุกระดับความรุนแรงจะมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่า 50% ใน 10 ปีหลังจากที่ได้รับการวินิจครั้งแรก

การป้องกันถุงลมโป่งพอง

  • การป้องกันที่สำคัญที่สุด คือ การไม่สูบบุหรี่ (รวมถึงยาเส้น) และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่สูบบุหรี่หรือสถานที่ที่มีควันบุหรี่เพราะบุหรี่นอกจากจะเป็นสาเหตุของโรคถุงลมโป่งพองแล้วยังเป็นสาเหตุของโรคร้ายแรงอีกหลาย ๆ ชนิด เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาต มะเร็งต่าง ๆ (เช่น มะเร็งปอด มะเร็งช่องปาก มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งผิวหนัง ฯลฯ)
  • ผู้ที่สูบบุหรี่จัด ควรหมั่นไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเริ่มมีอาการไอบ่อยทุกวันโดยไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีมลพิษในอากาศ และรู้จักสวมหน้ากากอนามัยป้องกันตัวเองจากควันและสารพิษที่เป็นอันตรายต่าง ๆ ส่วนผู้ที่ต้องทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ หากเริ่มมีความผิดปกติของปอดควรหาทางเปลี่ยนงาน
  • หลีกเลี่ยงการใช้ฟืนหุงต้มหรือก่อไฟภายในที่ขาดการถ่ายเทอากาศ
  • ถ้าเป็นโรคหลอดลมอักเสบและโรคหืด ต้องได้รับการรักษาอย่างจริงจัง
  • นอกจากการป้องกันโดยส่วนตัวแล้ว การป้องกันยังต้องอาศัยความร่วมมือจากสังคมด้วย เช่น การควบคุมสิ่งแวดล้อมทางอากาศ โรงงานอุตสาหกรรมจะต้องมีมาตรการในการจัดการกับฝุ่นละอองของสารต่าง ๆ ไม่ให้มีค่าสูงเกินเกณฑ์ที่กำหนด มีการระบายอากาศที่ดี มีการใช้หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันฝุ่นละอองที่เหมาะสมกับชนิดของฝุ่นละอองในแต่ละโรงงาน และมีการตรวจสุขภาพพนักงานประจำเพื่อคัดกรองโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงโรคถุงลมโป่งพอง
โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery disease) สาเหตุ อาการ  การรักษา

โรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคหลอดเลือดหัวใจโรคของหลอดเลือดหัวใจโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ หรือ โรคหลอดเลือดโคโรนารี (ภาษาอังกฤษ : Coronary artery disease : CAD หรือ Coronary heart disease : CHD) คือ โรคที่เกิดจากการเกาะของไขมันภายในผนังหลอดเลือดหัวใจ ทำให้หลอดเลือดตีบแคบลงหรืออุดตันจนปิดกั้นการไหลเวียนของเลือด ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง หากเกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราวก็จะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเพียงชั่วขณะ ซึ่งจะเป็น ๆ หาย ๆ เวลามีสาเหตุมากระตุ้นให้กำเริบ แต่ถ้าเกิดมีลิ่มเลือดไปอุดตันในหลอดเลือดหัวใจก็จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ซึ่งถือเป็นภาวะที่มีอันตรายร้ายแรงและอาจทำให้เสียชีวิตได้อย่างกะทันหัน
โรคหลอดเลือดหัวใจจัดเป็นโรคของผู้ใหญ่ที่พบได้ตั้งแต่คนวัยหนุ่มสาวไปจนถึงผู้สูงอายุ เป็นโรคที่มักพบได้มากขึ้นตามอายุ ส่วนมากจะมีอาการกำเริบเมื่อมีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป (มักไม่พบในผู้ชายอายุต่ำกว่า 30 ปี หรือผู้หญิงอายุต่ำกว่า 40 ปี ที่ไม่มีโรคประจำตัวอยู่ก่อน) ในช่วงวัยเจริญพันธุ์นี้จะพบโรคนี้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง แต่หลังจากวัยหมดประจำเดือนไปแล้วทั้งผู้ชายและผู้หญิงจะมีโอกาสเกิดโรคนี้ได้ใกล้เคียงกัน
โรคนี้พบได้มากในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีอายุมาก สูบบุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ฯลฯ คนที่อยู่ดีกินดี คนที่มีอาชีพทำงานนั่งโต๊ะ และคนที่อาศัยอยู่ในเมืองจึงมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าคนยากจน คนที่มีอาชีพใช้แรงงาน และคนที่อาศัยอยู่ในชนบท
หมายเหตุ : โรคหัวใจ (Heart disease) มีอยู่ด้วยกันหลายโรค แต่ที่พบได้บ่อยที่สุดและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้สูงติด 1 ใน 4 ของสาเหตุการเสียชีวิตของคนทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยคือ “โรคหลอดเลือดหัวใจ” ซึ่งโดยทั่วไปเมื่อกล่าวถึงโรคหัวใจมักจะหมายถึงโรคนี้

สาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคนี้มีสาเหตุมาจากผนังหลอดเลือดแดงแข็งและหนาตัวขึ้น (Atherosclerosis) ซึ่งเกิดเนื่องจากการมีไขมันไปเกาะอยู่ภายในผนังหลอดเลือด เรียกว่า “ตะกรันท่อหลอดเลือด” (Artherosclerotic plaque) ซึ่งจะค่อย ๆ พอกหนาตัวขึ้นทีละน้อยจนช่องทางเดินของเลือดตีบแคบลง เลือดจึงไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลง และในขณะที่กล้ามเนื้อหัวใจต้องการออกซิเจนมากขึ้นในการเผาผลาญให้เกิดพลังงานเพื่อใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ (เช่น ในขณะที่ออกแรงมาก ๆ ในการทำงานหรือเคลื่อนไหวร่างกาย หรือเมื่อมีอารมณ์รุนแรงหรือมีความเครียดสูง) หรือในขณะที่มีออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจน้อยลง (เช่น หลอดลือดหดตัวในขณะที่สูบบุหรี่หรือจากการมีความเครียดสูง เลือดไปเลี้ยงกระเพาะอาหารจำนวนมากหลังรับประทานข้าวอิ่มจัด ๆ หรือเมื่อเสียเลือดหรือโลหิตจาง) ผู้ป่วยก็จะเกิดอาการเจ็บหน้าอกเนื่องจากหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วขณะ แต่เมื่อขจัดสาเหตุดังกล่าวออกไป (เช่น กำจัดความเครียด หยุดการใช้แรงและสูบบุหรี่) อาการเจ็บหน้าอกก็จะทุเลาไปเอง ซึ่งเราเรียกภาวะดังกล่าวนี้ว่า “โรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ” (Angina pectoris)
หากปล่อยไว้นาน ๆ ตะกรันท่อหลอดเลือดที่เกาะอยู่ภายในผนังหลอดเลือดหัวใจจะเกิดการฉีกขาดหรือแตกออก เกล็ดเลือดก็จะจับตัวกันจนกลายเป็นลิ่มเลือดและอุดกั้นช่องทางเดินของเลือด ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอยู่เป็นเวลานานจนเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจตาย ผู้ป่วยจึงเกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินและเป็นอันตรายถึงชีวิตอย่างเฉียบพลันได้ เรียกว่า “โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน” (Acute myocardial information)
ในช่วงแรกที่ร่างกายยังสามารถปรับตัวได้ ตะกรันท่อหลอดเลือดที่ใหญ่ขึ้นนั้นจะยังไม่ทำให้เกิดอาการแต่อย่างใด เพราะหลอดเลือดของเรายังสามารถขยายออกทางด้านนอกได้ ซึ่งในระยะนี้การวินิจฉัยจะมีเพียงวิธีเดียวคือการตรวจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงเพื่อดูความหนาตัวของผนังหลอดเลือด แต่เมื่อผ่านไปจนร่างกายของเราไม่สามารถปรับตัวหรือขยายออกทางด้านนอกได้แล้ว ตะกรันท่อหลอดเลือดที่ใหญ่ขึ้นก็จะขยายเข้าไปในท่อของหลอดเลือด เมื่อโตมากขึ้น ๆ จนรูของท่อหลอดเลือดเหลือน้อยกว่า 50% ก็จะทำให้ความเร็วของเลือดเพิ่มขึ้น เมื่อเลือดไหลเวียนอย่างรวดเร็วไปกระแทกผนังหลอดเลือดและตะกรัน ก็จะทำให้พังผืดที่หุ้มตะกรันเกิดการฉีกขาดหรือแตกออก เกิดเลือดออกในตะกรัน เมื่อเลือดออกเกิดแผลขึ้นก็จะเกิดเป็นก้อนเลือด ถ้าก้อนเลือดอยู่กับที่ไม่ไปไหนก็จะมีพังผืดมาหุ้มไว้ไม่หลุดไปไหน แต่ถ้าก้อนเลือดเกิดไหลไปอุดตันตามอวัยวะต่าง ๆ ก็จะทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่เพียงพอ หรือถ้าโชคดีอาจยังไม่เกิดเรื่อง ตะกรันจะค่อย ๆ โตขึ้นเรื่อย ๆ จนไปทำให้ขนาดของท่อหลอดเลือดเล็กลงมากจนตันได้เช่นกัน
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดกระบวนการเหล่านี้ ได้แก่
  • ไขมันในเลือดสูงหรือผิดปกติ เพราะการมีไขมันในเลือดที่มากเกินไปอาจก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ ซึ่งในที่นี้ก็คือไขมันเลว (LDL) ที่เป็นตัวการปิดกั้นหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจ (ส่วนไขมันดี (HDL) นั้นจะทำหน้านำไขมันเลวออกจากเซลล์ต่าง ๆ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้)
  • โรคเบาหวาน ผู้ป่วยเบาหวานจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจมากถึง 2 เท่า เพราะระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังจะส่งผลให้เกิดการเสื่อมของหลอดเลือดทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ทำให้เซล์เยื่อบุภายในหลอดเลือดทำงานผิดปกติ เป็นปัจจัยทำให้หลอดเลือดแดงแข็งและหนาขึ้น ทำให้อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายเสื่อมสภาพและถูกทำลาย และมีผลต่อการปิดกั้นการไหลเวียนของเลือด จนก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตามมาได้
  • โรคความดันโลหิตสูง เพราะความดันโลหิตที่สูงจะส่งผลทำให้หัวใจทำงานหนักจนเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ซึ่งอาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจ (ภาวะความดันโลหิตสูงมีเกณฑ์ในการวินิจฉัย คือ มีค่าสูงกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท) ทั้งนี้พบว่าการรับประทานเกลือโซเดียมมากเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความดันโลหิตสูงเพิ่มมากขึ้นด้วย และโรคความดันโลหิตสูงยังมักเกิดร่วมกับโรคเรื้อรังอื่น ๆ เช่น เบาหวานและไขมันในเลือดสูง
  • ภาวะหลอดเลือดอุดตัน (Thrombosis) เพราะเป็นภาวะที่เลือดจับตัวกันเป็นลิ่มหรือก้อนในหลอดเลือดหรือเส้นเลือดใหญ่ หากภาวะนี้เกิดขึ้นในหลอดเลือดหัวใจก็จะทำให้หลอดเลือดตีบและขัดขวางการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจในการสำรองเลือดได้ จึงอาจส่งผลต่อภาวะหัวใจวาย
  • ภาวะน้ำหนักตัวเกินหรืออ้วน (โดยเฉพาะในผู้ที่มีดัชนีมวลกายมากกว่าหรือเท่ากับ 30 กิโลกรัม/ตารางเมตร) เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง การปล่อยให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หรือการมีดัชนีมวลกายที่มากขึ้นจึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ความเครียด ปัจจัยด้านความเครียดที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด คือ สภาพจิตที่โศกเศร้าเรื้อรังติดต่อกันเป็นเวลานานและยังไม่สามารถจัดการกับสาเหตุของความเครียดนั้นได้, ภาวะเก็บกดด้านอารมณ์, ขาดการเชื่อมสัมพันธ์และแรงสนับสนุนทางสังคมและครอบครัว, ความรู้สึกไม่เป็นมิตร และการคิดว่าตนเองมีปมด้อยเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม โดยภาวะความเครียดจะส่งผลทำให้หลอดเลือดต่าง ๆ โดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมองบีบหดตัว ทำให้ช่องในหลอดเลือดตีบแคบลง ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจและเซลล์สมองขาดเลือดได้
  • การสูบบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ รวมถึงผู้ที่เคยสูบบุหรี่ติดต่อกันมาเป็นเวลานานและเพิ่งหยุดสูบได้ไม่นาน ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่แต่ได้รับควันบุหรี่ และผู้ที่บริโภคยาสูบแบบไม่มีควัน (เช่น ยาเส้น ยาฉุน) จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือดได้มากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 2.4 เท่า เพราะสารพิษในบุหรี่จะไปทำลายเซลล์ของหลอดเลือดโดยตรงจึงมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค เช่น สารนิโคตินเป็นตัวขัดขวางการไหลเวียนของเลือด กระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักขึ้น และยังไปทำลายเยื่อบุผนังหลอดเลือดชั้นในของหลอดเลือดแดง, ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นตัวทำลายคุณสมบัติในการเป็นพาหะนำออกซิเจนของเม็ดเลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงไม่สามารถจับออกซิเจนได้เท่าเวลาปกติ จึงเกิดการขาดออกซิเจน เป็นผลทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น, ก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์เป็นตัวทำให้หลอดเลือดแดงแข็ง นอกจากนี้ควันบุหรี่ยังทำให้เกล็ดเลือดเกาะกันมากขึ้น ทำให้เลือดจับตัวกันเป็นลิ่มหรือก้อนได้ง่ายขึ้น ซึ่งปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้จะส่งเสริมให้เกิดหลอดเลือดแดงตีบหรืออุดตันได้
  • การขาดการออกกำลังกาย เพราะเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคอ้วน โดยพบว่าผู้ที่ไม่มีกิจกรรมทางกายหรือไม่ออกกำลังกายจะทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า
  • การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์และมีไขมันสูง ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพของเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกายรวมทั้งของหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะในผู้ที่ชอบรับประทานอาหารที่มีรสหวาน อาหารที่มีไขมันและแคลอรีสูง แต่รับประทานผักและผลไม้ในแต่ละวันน้อยเกินไป ซึ่งล้วนเป็นผลที่ก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • อายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะในผู้ชายที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 55 ปี และในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 65 ปี เพราะเมื่อมีอายุมากขึ้นก็จะเกิดการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดเพิ่มขึ้น
  • พันธุกรรม (ประวัติคนในครอบครัว) เพราะพบโรคนี้ได้สูงกว่าในคนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ กล่าวคือ หากมีบุคลในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ ก็จะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังรวมไปถึงผู้มีที่ประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดที่เกิดขึ้นก่อนวัยอันควรอีกด้วย (เกิดก่อน 55 ปีในผู้ชาย หรือ 65 ปีในผู้หญิง)
  • เพศชาย เพราะในช่วงวัยเจริญพันธุ์จะพบโรคนี้ในผู้ชายได้มากกว่าผู้หญิง แต่หลังจากวัยหมดประจำเดือนไปแล้วทั้งผู้ชายและผู้หญิงจะมีโอกาสเกิดโรคนี้ได้ใกล้เคียงกัน
  • สาเหตุอื่น ๆ ที่พบได้ไม่บ่อย เช่น ภาวะมีสารไข่ขาวในปัสสาวะ (มากกว่าหรือเท่ากับ 30 มิลลิกรัมต่อวัน), ภาวะโฮโมซิสตีนในเลือดสูง, การบาดเจ็บ, ยาเสพติด (โคเคน ยาบ้า ซึ่งทำให้หลอดเลือดหัวใจหดเกร็งรุนแรง), การติดเชื้อหรือการอักเสบของหลอดเลือดหัวใจ, การหดเกร็งของหลอดเลือดหัวใจ, หลอดเลือดหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด

อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ

  • ผู้ป่วยจะยังไม่มีอาการเมื่อเริ่มเป็นโรคหรือเมื่อหลอดเลือดยังตีบไม่มาก
  • มีอาการเหนื่อยง่ายในขณะออกแรงหรือออกกำลังกายที่เกิดขึ้นเฉียบพลันภายใน 1–2 สัปดาห์ หรือที่เกิดขึ้นเรื้อรังเกินกว่า 3 สัปดาห์ขึ้นไป
  • ถ้าหลอดเลือดตีบตันมากขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการของโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ ดังนี้
    • ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเค้นอกคล้ายมีอะไรมากดทับหรือจุกแน่นบริเวณกลางอกหรือยอดอก ซึ่งมักจะเจ็บร้าวมาที่ไหล่ซ้ายด้านในของแขนซ้าย บางรายอาจร้าวมาที่คอ ขากรรไกรหลัง หรือแขนขวา และในขณะที่มีอาการเจ็บหน้าอก ผู้ป่วยอาจมีอาการใจสั่น เหนื่อยหอบ เหงื่อออก เวียนศีรษะ คลื่นไส้ร่วมด้วยได้ โดยอาการเจ็บหน้าอกนี้มักจะเป็นอยู่นานประมาณ 2-3 นาที (มักไม่เกิน 10-15 นาที) แล้วหายไปเมื่อได้หยุดพักหรือหยุดทำในสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้น หรือหลังจากได้รับยาขยายหลอดเลือด
    • ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกจุกแน่นที่ใต้ลิ้นปี่ คล้ายกับอาการอาหารไม่ย่อยหรือท้องอืดท้องเฟ้อ
    • ผู้ป่วยมักมีอาการกำเริบเป็นครั้งคราวเวลาออกแรงมาก ๆ หรือเมื่อมีอารมณ์โกรธ ตกใจ ตื่นเต้น หรือมีจิตใจเคร่งเครียด รวมถึงในขณะที่สูบบุหรี่ ร่วมเพศ หลังรับประทานข้าวอิ่มจัด ๆ หรือเวลาที่ถูกอากาศเย็น ๆ ส่วนในผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางอย่างรุนแรง เป็นไข้ หรือหัวใจเต้นเร็ว (เช่น หลังดื่มกาแฟ หรือเป็นโรคคอพอกเป็นพิษ) ก็อาจกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคนี้ได้เช่นกัน
    • ผู้ป่วยที่เคยมีอาการเจ็บหน้าอกจากโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะเป็นครั้งคราว หากต่อมามีอาการเจ็บหน้าอกรุนแรงขึ้น กำเริบบ่อยขึ้น หรือมีอาการเจ็บหน้าอกในขณะที่พักหรือออกแรงเพียงเล็กน้อย ให้สงสัยว่าตะกรันท่อหลอดเลือดอาจสะสมมากขึ้นจนหลอดเลือดหัวใจเกิดการอุดตันมากขึ้น หรือตะกรันท่อหลอดเลือดอาจเริ่มแตกหรือมีลิ่มเลือดเกิดขึ้น ซึ่งอาการเช่นนี้เรียกว่า “โรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะแบบไม่คงที่” (Unstable angina) ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉิน เพราะอาจทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันตามมาได้
      ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอกแบบแปลบ ๆ เวลาหายใจเข้าลึก ๆ ไอ หรือจาม หรือเจ็บเวลาก้มตัวหรือกดถูกเจ็บ หรือรู้สึกเจ็บทั่วหน้าอกอยู่เรื่อย ๆ โดยที่ยังมีสุขภาพทั่วไปแข็งแรงดี มักไม่ใช่อาการแสดงของโรคหัวใจขาดเลือด
  • เมื่อหลอดเลือดอุดตัน ผู้ป่วยจะมีอาการของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย ดังนี้
    • ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการเจ็บหน้าในลักษณะเดียวกันกับโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ แต่จะมีอาการเจ็บรุนแรงและต่อเนื่องนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน ๆ แม้จะหยุดพักหรือหยุดทำในสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นอาการก็ยังไม่ทุเลา บางรายอาจมีอาการปวดแน่นท้องคล้ายโรคกระเพาะหรือไม่มีอาการเจ็บหน้าอกก็ได้ (ผู้ป่วยอาจเคยมีอาการเจ็บหน้าอกเป็นครั้งคราวนำมาก่อนเป็นเวลาหลายสัปดาห์ หรืออาจไม่มีอาการเจ็บหน้าอกมาก่อนเลยก็ได้
    • ผู้ป่วยมักจะมีอาการอ่อนเปรี้ยเพลียแรง ใจสั่น หน้ามืด เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ร่วมด้วย ถ้าเป็นรุนแรงจะมีอาากรหายใจหอบเหนื่อย เนื่องจากมีภาวะหัวใจวายหรือเกิดภาวะช็อก (เหงื่อออก ตัวเย็น กระสับกระส่าย ใจหวิว เป็นลม) หรือชีพจรเต้นไม่สม่ำเสมอ
    • ผู้ป่วยอาจเป็นลมหมดสติ หรือเสียชีวิตทันทีทันใดได้

การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคหลอดเลือดหัวใจเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็มีวิธีจัดการเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงต่าง ๆ ได้ ซึ่งจะมีตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพและดูแลรักษาควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้ดี, การรักษาด้วยการใช้ยา และการรักษาด้วยการผ่าตัดและกระบวนการทางการแพทย์ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและดุลยพินิจของแพทย์
  1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น การงดสูบบุหรี่, การควบคุมอาหาร (หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีไขมันต่ำหรือน้ำตาลน้อยเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวาน), การกำจัดความเครียด, การออกกำลังกายตามควรกับสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ (ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง) รวมถึงการดูแลรักษาควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้ดี
  2. การรักษาด้วยการใช้ยา หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยอาจต้องรับการรักษาด้วยการใช้ยาต่าง ๆ เพื่อช่วยลดความดันโลหิต ป้องกันการเกิดลิ่มเลือด หรือขยายหลอดเลือดเพื่อให้การไหลดเวียนและการสูบฉีดเลือดในหัวใจดีขึ้น เช่น
    • กลุ่มยาคอเลสเตอรอล (Cholesterol-modifying medication) เช่น สแตติน (Statin), ไนอะซิน (Niacin) ไฟเบรต (Fibrate), ไบล์แอซิดซีเควสแตรนต์ (Bile acid sequestrants) ซึ่งเป็นยาที่ช่วยลดปริมาณของคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด โดยเฉพาะในส่วนของไขมันเลว (LDL) ซึ่งมักจับตัวสะสมอยู่ในหลอดเลือดหัวใจ
    • ยาขยายหลอดเลือด (Vasodilators/Nitrate) เช่น ไนโตรกลีเซอริน (Nitroglycerin), ไอโซซอร์ไบด์ (Isosorbide) ที่มีทั้งในรูปแบบเม็ด สเปรย์ หรือแผ่นสำหรับติดบริเวณผิวหนัง ซึ่งเป็นยาที่ช่วยลดความดันโลหิตและอาการปวดบริเวณหัวใจได้ แต่อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะและมึนงง
    • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants) เป็นยาที่ทำให้เลือดแข็งตัวช้ากว่าปกติ มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการเกิดก้อนเลือดหรือลิ่มเลือด ที่อาจทำให้เกิดการอุดตันในระบบไหลเวียนของเลือดในร่างกาย โดยยาต้านการแข็งตัวของเลือดที่ใช้กันมาก ได้แก่ วาร์ฟาริน (Warfarin)
    • ยาต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelet drugs) เช่น โคลพิโดเกรล (Clopidogrel), ทิก้ากรีลอ (Ticagrelor), พราซูเกรล (Prasugrel) และแพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานยาแอสไพริน (Aspirin) ทุกวันเพื่อช่วยลดโอกาสการเกิดลิ่มเลือด ซึ่งเป็นปัญหาในการปิดกั้นหลอดเลือดหัวใจและช่วยป้องกันภาวะหัวใจวายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต (ผู้ป่วยไม่ควรใช้ยาต้านเกล็ดเลือดในขณะมีอาการหรือความผิดปกติเกี่ยวกับโลหิต ก่อนใช้ยานี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ)
    • ยากลุ่มเบต้าบล็อคเกอร์ (Beta-blocker) เช่น อะทีโนลอล (Atenolol), ไบโซโปรลอล (Bisoprolol), เมโทโพรลอล (Metoprolol), เนบิโวลอล (Nebivolol) ซึ่งเป็นยาที่ใช้สำหรับรักษาความดันโลหิตสูงและป้องกันอาการเจ็บหน้าอก โดยการปิดกั้นฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต ฟื้นฟูการไหลเวียนของเลือด และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวาย
    • ยากลุ่มเอซีอีอินฮิบิเตอร์ (ACE inhibitor) เช่น รามิพริล (Ramipril), ลิซิโนพริล (Lisinopril) เป็นยาที่ใช้รักษาอาการความดันโลหิตสูง ช่วยฟื้นฟูการไหลเวียนของเลือด และระงับเอมไซม์ที่ช่วยในการเปลี่ยนฮอร์โมน Angiotensin II ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูงและส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ในภายหลัง แต่ยากลุ่มนี้มักมีผลข้างเคียงคือ อาการไอแห้งและมึนงง
    • ยากลุ่ม Angiotensin II receptor blockers (ARBs) ยากลุ่มนี้จะคล้ายคลึงกับ ACE inhibitor แต่จะออกฤทธิ์โดยการปิดกั้นฮอร์โมน Angiotensin II โดยตรง แต่อาจส่งผลให้เกิดอาการมึนงงเล็กน้อย และมีผลข้างเคียงคืออาการไอ แต่น้อยกว่ายากลุ่ม ACE
    • ยาปิดกั้นแคลเซียม หรือแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ (Calcium channel blocker) เช่น แอมโลดิปีน (Amlodipine), ดิลไทอะเซม (Diltiazem), เวอราปามิล (Verapamil) เป็นยาที่ใช้ลดความดันโลหิตโดยการสร้างความผ่อนคลายให้กับกล้ามเนื้อของผนังหลอดเลือด จึงทำให้หลอดเลือดกว้างขึ้น แต่อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้
    • ยาขับปัสสาวะ (Diuretics) เป็นยาที่ใช้สำหรับขับน้ำและเกลือส่วนเกินออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะ
  3. การรักษาด้วยการผ่าตัดและกระบวนการทางการแพทย์ เช่น
    • การทำบอลลูนหัวใจ (Percutaneous coronary intervention, Percutaneous transluminal coronary angioplasty, Coronary angioplasty หรือ Balloon angioplasty) เป็นกระบวนการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บหน้าอกหรือใช้ในการรักษาอาการฉุกเฉิน ผู้ป่วยจะต้องได้รับการสวนหลอดเลือดหัวใจก่อนทำการรักษาเพื่อประเมินถึงความจำเป็นในการผ่าตัด การรักษาประเภทนี้มักเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจวายฉุกเฉิน ซึ่งแพทย์จะทำการใส่สายสวนซึ่งมีบอลลูนที่ยังแฟบติดอยู่ตรงปลายเข้าไปยังหลอดเลือดบริเวณที่ตีบหรืออุดตัน เมื่อสายสวนเข้าไปถึงจุดเป้าหมาย แพทย์จะทำให้บอลลูนพองตัวไปดันไขมันที่อุดตันอยู่ให้ไปชิดกับผนังหลอดเลือด เปิดทางให้หลอดเลือดขยายออก โดยมากแพทย์จะใส่ขดลวดตาข่าย (Stent) คาไว้ในจุดนั้นอย่างถาวรเพื่อช่วยลดโอกาสที่หลอดเลือดจะตีบตันใหม่
    • การทำบายพาสหัวใจ หรือการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery bypass surgery) มักใช้กับภาวะหลอดเลือดตีบหรืออุดตันที่ไม่สามารถรักษาได้หรือการทำบอลลูนไม่สามารถช่วยรักษาได้ แต่ผู้ป่วยจะต้องได้รับการสวนหลอดเลือดหัวใจก่อนเพื่อประเมินถึงความจำเป็นในการรักษา การทำบายพาสหัวใจโดยไม่ใช้ปอดและหัวใจเทียม (Off-pump coronary artery bypass) เป็นวิธีการรักษาที่นิยม โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้หัวใจสูบฉีดเลือดเองโดยไม่ต้องใช้ปอดหรือหัวใจเทียม ซึ่งศัลยแพทย์จะทำการต่อเส้นเลือดใหม่ข้ามผ่านจุดที่มีการอุดตันอยู่เดิม จึงทำให้กระแสเลือดไหลเวียนได้ตามปกติ
    • การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ (Heart transplant) เป็นการรักษาที่ใช้สำหรับกรณีรุนแรงและไม่สามารถรักษาได้ด้วยยา หรือหัวใจไม่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หลังการผ่าตัดผู้ป่วยจะต้องเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจสอบการทำงานของหัวใจและภาวะแทรกซ้อน
สำหรับแนวทางในการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจนั้น โดยทั่วไปจะเริ่มจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ แล้วจึงค่อยตามด้วยการให้ยาขยายหลอดเลือดเพื่อป้องกันและบรรเทาอาการเจ็บหน้าอก ให้ยาต้านเกล็ดเลือด (เช่น แอสไพริน) เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดกั้นหลอดเลือดหัวใจ ให้ยาควบคุมโรคประจำตัว (เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง) เป็นต้น
หากการใช้ยาไม่ได้ผลหรือผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอกบ่อย และแพทย์ตรวจพบว่ามีการอุดกั้นของหลอดเลือดหัวใจอย่างรุนแรงหรือหลายแห่ง ก็จะทำการแก้ไขโดยการขยายหลอดเลือดด้วยการทำบอลลูนหัวใจและใส่หลอดเลือดตาข่ายคาไว้ในหลอดเลือดบริเวณที่ตีบตันนั้น

การดูแลตนเองเมื่อเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

การดูแลตนเองที่สำคัญของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ มีดังนี้
  • ปฏิบัติตามที่แพทย์/พยาบาลแนะนำอย่างเคร่งครัด
  • รับประทานยาต่าง ๆ ตามที่แพทย์สั่งให้ถูกต้อง ครบถ้วน ต่อเนื่อง และไม่หยุดยาเอง เพื่อบรรเทาอาการและระงับภาวะที่อาจเกิดขึ้นได้ (ยาบางชนิดอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ ผู้ป่วยจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาใด ๆ เสมอ และผู้ป่วยไม่ควรหยุดใช้ยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ เนื่องจากอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงและทำให้อาการต่าง ๆ แย่ลงได้)
  • เลิกสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างหลากหลาย เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืชต่าง ๆ (เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโพด  ลูกเดือย ถั่วต่าง ๆ) ให้มาก ๆ รับประทานโปรตีนจากปลา ถั่วเหลือง เต้าหู้ นมจืดหรือนมพร่องไขมัน ลดเนื้อแดง น้ำตาล น้ำหวาน น้ำอัดลม หรือของหวานอื่น ๆ และไขมันทุกชนิด โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ที่ควรหลีกเลี่ยง (ควรใช้น้ำมันถั่วเหลืองแทนน้ำมันหมู)
  • ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอตามควรกับสุขภาพ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หักโหม และควรค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อย (ทางที่ดีควรขอคำแนะนำจากแพทย์ก่อนที่จะออกกำลังกายมาก ๆ) ซึ่งการออกกำลังกายที่แนะนำ คือ เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ๆ ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เป็นต้น
  • ควบคุมอาหารและออกกำลังกายเพื่อไม่ให้เกิดโรคอ้วน ส่วนในคนอ้วนก็ควรหาทางลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี
  • หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะกระตุ้นให้เกิดอาการโรคหัวใจกำเริบ เช่น อย่าทำงานอย่างหักโหมมากจนเกินไป, ไม่กินข้าวอิ่มเกินไป, ระวังอย่าให้ท้องผูก (โดยการดื่มน้ำและรับประทานผักผลไม้ให้มาก ๆ), งดการดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่ใส่คาเฟอีน และที่สำคัญมากที่สุดคือการหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียด ตื่นเต้นตกใจ หรือกระทบกระเทือนต่อจิตใจ (ควรทำจิตใจให้เบิกบานอยู่เสมอ ถ้ามีความเครียดก็ควรหาวิธีกำจัดความเครียดอย่างเหมาะสม)
  • ป้องกันการติดเชื้อซึ่งอาจทำให้โรคหัวใจกำเริบได้ โดยการกินของร้อน ใช้ช้อนกลาง หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ, อย่าคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นไข้ไม่สบาย, รักษาสุขภาพช่องปากและฟันให้ดี และฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี
  • ดูแลรักษาควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง รวมถึงรักษาสุขภาพกายให้ดีด้วยการรักษาสุขอนามัยพื้นฐานตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพจิตที่ดี
  • ไปพบแพทย์ตามนัดเสนอ แต่หากมีอาการผิดปกติไปจากเดิมและ/หรืออาการต่าง ๆ เลวลงควรรีบไปพบแพทย์ก่อนนัด
    • ไปพบแพทย์เสมอเมื่อมีอาการปวดเค้นหรือจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่นาน 2-3 นาที ร่วมกับมีอาการปวดร้าวขึ้นไปที่คอ ไหล่ ขากรรไกร และ/หรือเป็นผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง (เช่น มีอายุมาก สูบบุหรี่ เครียด อ้วน เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง) หรือมีอาการเจ็บหน้าอกเล็กน้อย รับประทานยาประมาณ 3-5 วันแล้วยังไม่ทุเลา หรือสงสัยว่าเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะ
    • ถ้ามีอาการเจ็บแน่นหน้าอกรุนแรง หรือปวดติดต่อกันอย่างต่อเนื่องนานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน ๆ หรือมีอาการหอบเหนื่อย อ่อนเพลีย หน้ามืด หรือเป็นลม อย่างใดอย่างหนึ่งร่วมด้วย ให้ไปพบแพทย์หรือไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นอาการของโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหรือเกิดจากสาเหตุร้ายแรงอื่น ๆ ได้

การดำเนินโรค

ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษามักจะเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา ส่วนในรายที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายก็อาจทำให้เสียชีวิตอย่างกะทันหันได้ ส่วนผู้ที่ได้รับการรักษานั้น ผลการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค สภาพผู้ป่วย โรคที่พบร่วม และวิธีรักษา ในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดชั่วขณะแบบเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง การรักษามักได้ผลที่ดี การใช้ยาแอสไพรินสามารถช่วยป้องกันไม่ให้กลายเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายและลดอัตราการเสียชีวิตได้ ส่วนการทำบอลลูนหัวใจและการทำบายพาสหัวใจจะช่วยให้ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงอยู่รอดปลอดภัยมากขึ้น
สำหรับปัจจัยที่ทำให้ผลการรักษาไม่สู้ดีนั้น ได้แก่ ผู้ป่วยมีอายุมาก สูบบุหรี่ เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง มีอาการรุนแรง มีภาวะแทรกซ้อน (เช่น หัวใจวาย)
ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดแบบไม่คงที่ ถ้าเริ่มมีกล้ามเนื้อหัวใจตายบางส่วน หรือมีความล่าช้าในการถ่ายภาพรังสีหลอดเลือดหัวใจและการบำบัดที่เหมาะสม ผลการรักษาก็มักจะไม่สู้ดีนัก ส่วนในผู้ป่วยที่เป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ถ้าเป็นรุนแรงหรือกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลายไปมากก็มักจะเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็วหรือทันทีทันใด แต่ในรายที่หลังเกิดอาการแล้วยังสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ 2-3 วัน มักจะฟื้นตัวจนเป็นปกติได้ ซึ่งบางรายอาจกำเริบซ้ำและมักเสียชีวิตภายใน 3-4 เดือน ถึง 1 ปีต่อมา (ผู้ป่วยในกลุ่มนี้มักมีอาการอย่างต่อเนื่อง เช่น เจ็บหน้าอกเป็นครั้งคราว หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือเกิดภาวะหัวใจวาย) และมักพบอัตราการเสียชีวิตและการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้สูงในผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นแผ่นระรัวร่วมด้วย
ส่วนในผู้ป่วยที่ได้รับการทำบอลลูนหรือทำบายพาสหัวใจ มักจะฟื้นสภาพได้ดี และมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวขึ้น แต่บางรายก็อาจมีหลอดเลือดหัวใจตีบตันซ้ำ ซึ่งอาจต้องทำบอลลูนหัวใจหรือทำบายพาสหัวใจซ้ำ

การป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ

วิธีการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจที่ดีที่สุด คือ การปรับเปลี่ยนเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ดังนี้
  1. งดการสูบบุหรี่ เพราะสารพิษในบุหรี่จะไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือด กระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ทำให้ปริมาณของออกซิเจนในเลือดลดลง และทำลายผนังหลอดเลือดอีกด้วย ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ (เมื่อหยุดสูบบุรี่ได้ประมาณ 20 นาที ความดันโลหิตจะลดลงสู่ระดับปกติ การหยุดสูบอย่างน้อย 10 ปีจะมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดใกล้เคียงกับคนที่ไม่สูบบุหรี่ และการหยุดสูบติดต่อกันนานมากกว่า 15 ปี ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจจะลดลงเหลือเท่ากับคนที่ไม่สูบบุหรี่)
  2. งดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ แต่หากไม่สามารถงดได้ ควรควบคุมปริมาณในการดื่มให้เหมาะสม (ไม่เกินสัปดาห์ละ 14 แก้ว) และไม่ควรดื่มอย่างต่อเนื่อง เพราะจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของภาวะหัวใจวายได้
  3. กำจัดความเครียด ซึ่งวิธีการกำจัดความเครียดที่ดีที่สุด คือ วิธีที่ตนเองชอบและพึงพอใจ เช่น การเจริญสมาธิ การออกกำลังกาย การฝึกโยคะ การรำมวยจีน การทำงานจิตอาสา การทำงานอดิเรก การฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและการหายใจ ฯลฯ รวมถึงการส่งเสริมการได้รับความรักความอบอุ่นจากคนในครอบครัว การส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชนหรือในที่ทำงาน
  4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตามควรกับสุขภาพและเพิ่มกิจกรรมทางกายให้มากขึ้น โดยควรเป็นกิจกรรมทางกายตั้งแต่ระดับปานกลางขึ้นไป มีการออกแรงหรือออกกำลังกายที่ทำให้ร่างกายหายใจแรงขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้นปานกลาง และออกแรงกายต่อเนื่องเป็นเวลาตั้งแต่ 10 นาทีขึ้นไปในแต่ละครั้ง ซึ่งอาจเป็นกิจกรรมที่เดินไปมาในที่ทำงาน การทำงานบ้าน การทำครัว การถือของเบา ๆ ที่ไม่หนักเกินไป หรือเป็นกิจกรรมจากการทำงาน กิจกรรมจากการเดินทางในชีวิตประจำวัน หรือกิจกรรมยามว่างก็ได้
    • การออกกำลังกายแบบแอโรบิกเป็นประจสัปดาห์ละ 4-5 วัน หรือวันเว้นวัน วันละ 30-60 นาที สามารถช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ลดน้ำหนักส่วนเกิน ควบคุมโรคเบาหวาน คอเลสเตอรอล และความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้
    • ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายมักจะมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะหัวใจวายได้มากถึง 2 เท่า)
  5. ปรับเปลี่ยนพติกรรมการรับประทานอาหาร โดยเน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างหลากหลายและครบ 5 หมู่ เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนัก ความดันโลหิต และคอเลสเตอรอล
    • รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำและกากใยสูง เช่น ผักผลไม้ ถั่ว และธัญพืชต่าง ๆ (องค์การอนามัยโลกแนะนำให้บริโภคผักและผลไม้ในปริมาณไม่ต่ำกว่าวันละ 600 กรัม)
    • ลดเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาล หลีกเลี่ยงอาหารขยะ อาหารจานด่วน อาหารสำเร็จรูป อาหารแปรรูปประเภทไส้กรอกหรือลูกชิ้น อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง (เช่น กะทิ น้ำมันปาล์ม แกง เนย มาร์การีน เครื่องใน ไข่แดง กุ้ง ปลาหมึก) และอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวชนิดทรานส์ (เช่น ขนมเบเกอรี่ที่ใช้เนยเทียมหรือเนยขาว เค้ก คุกกี้ โดนัท พายกรอบ มันฝรั่งทอด เฟรนช์ฟราย ข้าวโพดคั่ว หมูทอด ไก่ทอด ขนมกรุบกรอบ อาหารแช่แข็งบางชนิด (เช่น พิซซ่าแช่แข็ง))
    • งดอาหารรสเค็มจัดเพื่อลดอัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โดยจำกัดปริมาณของเกลือโซเดียมที่ได้รับต่อวันไม่ให้เกินวันละ 2,400 มิลลิกรัม หรือคิดเป็นเกลือแกงประมาณ 6 กรัม หรือ 1 ช้อนชาพูน หรือน้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสถั่วเหลืองไม่เกิน 1½-2 ช้อนโต๊ะ
    • ควรบริโภคอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการใช้พลังงานในแต่ละวันเพื่อให้เกิดความสมดุลของพลังงานในร่างกาย โดยพลังงานที่ต้องการต่อวันของเด็กอายุ 6-13 ปี, หญิงวัยทำงานอายุ 25-60 ปี และผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป คือ วันละ 1,600 กิโลแคลอรี ส่วนในวัยรุ่นชายและหญิงที่มีอายุ 14-25 ปี และชายวัยทำงานอายุ 25-60 ปี คือ วันละ 2,000 กิโลแคลอรี และสำหรับชายและหญิงที่ใช้พลังงานมาก (เช่น ผู้ใช้แรงงาน เกษตรกร นักกีฬา) คือ วันละ 2,400 กิโลแคลอรี
  6. ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ (ดัชนีมวลกาย 18.5-23 กิโลกรัม/ตารางเมตร)
  7. ควบคุมโรคต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง (โรคเบาหวาน ความดันโลหิต ไขมันในเลือดสูง และโรคอ้วน) ให้ได้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมถึงรักษาสุขอนามัยพื้นฐานตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพจิตที่ดี
    • ควบคุมความดันโลหิตให้ดี ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการควบคุมความดันโลหิตที่เหมาะสมกับอายุและอาการของตนเอง และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และรับประทานยาลดความดันโลหิตร่วมด้วยเพื่อการควบคุมที่ดียิ่งขึ้น
    • ลดระดับไขมันในเลือด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับการลดไขมันในเลือดที่เหมาะสมซึ่งอาจมีความแตกต่างกันไปตามอายุและข้อจำกัดของผู้ป่วยแต่ละคน
    • ป้องกันหรือควบคุมโรคเบาหวานที่เป็นอยู่ ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลดน้ำหนักส่วนเกิน และควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับ 130/80mmHg เพราะโรคเบาหวานถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
    • ในรายที่ถ้าเป็นโรคเบาหวานหรือเคยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดมาก่อน ควรรับประทานยาต้านเกล็ดเลือด เช่น ยาแอสไพริน (Aspirin) ตามคำแนะนำของแพทย์
  8. ตรวจสุขภาพเป็นประจำ ในคนทั่วไปที่ยังไม่มีอาการผิดปกติควรไปพบแพทย์ทั่วไปเพื่อตรวจสุขภาพประจำปีอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่อายุ 18-20 ปี เพื่อรักษาสุขภาพหัวใจและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจที่อาจจะเกิดขึ้น ส่วนในผู้ที่มีความกังวลในอาการที่เป็นอยู่หรือสงสัยในสุขภาพของตนเองควรปรึกษาแพทย์ และสำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงแนะนำให้ปรึกษาแพทย์โรคหัวใจได้เลย ไม่ว่าท่านจะอายุเท่าใด รวมทั้งในเด็กอ้วนด้วย และหากตรวจพบว่าเป็นโรคนี้ก็ควรเข้ารับการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะในเรื่องของการรับประทานยาที่ผู้ป่วยไม่ควรปรับยาหรือหยุดยาเอง และถ้ามีโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดสูง ก็ควรปรับพฤติกรรมและรับประทานยาเพื่อควบคุมโรคให้ดี